วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

คอลลาเจน

คอลลาเจนคืออะไร??

คอลลาเจนคือโปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักๆของชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่เป็นตัวประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกัน โดยโปรตีนชนิดนี้มีส่วนประกอบถึง 25% ถึง 35% ของจำนวนหน่วยโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย โดยมีมากที่สุดที่ผิวหนัง และ ประมาณ 1% ถึง 2% ที่ปะปนอยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อ การผลิตเจลลาตินในอาหารได้จากกรรมวิธี การย่อยหน่วยคอลลาเจนที่เรียกว่า Hydrolysis


หน้าที่ของคอลลาเจน

คอลลาเจนคือโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นสายยาว ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนโดยทั่วๆไปเช่นเเดียวกับเอนไซม์ สายเส้นใยของคอลลาเจนถูกเรียกว่า คอลลาเจน ไฟเบอร์ (Collagen Fiber) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสายเกลียวที่มีหน่วยโมเลกุลเกี่ยวพันกันมากมาย โดยปกติทั่วไปผิวหนังที่มีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มากจึงมีแรงสปริงตัวและ ยืดหยุ่นได้ดีตามไปด้วย คอลลาเจนนั้นไม่ได้มีอยู่ที่ผิวหนังส่วนนอกเท่านั้น อวัยวะภายในร่างกายเองก็ คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ได้แก่ ผังผืด (Fascia), กระดูกอ่อน(cartilage), เส้นเอ็น(ligaments), ข้อต่อ (tendons),กระดูก (bone) สารคอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เคราติน Keratin

เคราติน Keratin, เคราตินมีหน้าที่สร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่น เมื่อสารเคราตินในชั้นผิวลดลง จึงเกิดริ้วรอยแห่งวัยขึ้นบนชั้นผิว, นอกจากนี้ เคราตินมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้ผนังหลอดเลือด ,มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่, รวมทั้งยังเป็นส่วนประกอบของเยื่อกระจกตาและเลนส์ตาด้วย

Hydrolyzed Collagen เองยังถูกใช้งานในแง่ของการลดน้ำหนักได้ด้วย เนื่องจากเป็นส่วนประกอบของโปรตีนจึงมีข้อดีในการช่วยเผาผลาญพลังงานลดไขมัน ส่วนเกิน


บทบาทคอลลาเจนในวงการอุตสาหกรรม

เมื่อนำคอลลาเจนมาผ่านกระบวนการ Hydrolyzed สารคอลลาเจนจะแตกตัวออกเป็นสารเชิงซ้อนของคอลลาเจนเปปไทด์แบบ Polyproline II (PPII) หรือลักษณะของเจลาตินที่นำมาเป็นส่วนผสมของอาหารนั่นเอง นอกจากการใช้เป้นอาหารแล้ว คอลลาเจนยังใช้เป็นส่วนประกอบของยา เครื่องสำอางค์ และฟีล์มถ่ายภาพเมื่อพิจารณาในแง่ของอุตสาหกรรมอาหารแล้ว สารคอลลาเจนไม่ได้ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่มีการประชาสัมพันธ์เชิงการค้าว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมคอลลาเจนต่างแสดง คุณสมบัติของสินค้าว่าสามารถยับยั้งการเกิดริ้วรอยแห่งวัยและมีผลดีต่อ สุขภาพ ซึ่งยังไม่มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ออกมาสนับสนุนการโฆษณาในลักษณะนี้

คำ ว่าคอลลาเจน (Collagen) มีรากศัท์มาจากภาษากรีกจากคำว่า “Kolla” ที่แปลว่า กาว โดยเมื่อก่อนได้มีการทำกาวโดยการนำหนังและเอ็นม้ามาเคี่ยวจนกลายเป็นกาว ตามหลักฐานที่พบมีการใช้งานกาวลักษณะนี้มากว่า 8000 ปีแล้ว โดยใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตเชือกและตระกร้าสานเพื่อให้มีความแข็งแรง และมีการใช้งานภายในครัวเรือนทั่วไป กาวชนิดนี้เมื่อแห้งแล้วสามารถทำให้อ่อนนิ่มได้อีกโดยการให้ความร้อน เพราะกาวจากสิ่งมีชีวิตเป็น Thermoplastic ชนิดหนึ่งจึงมีการใช้งานได้หลากหลายโดยเฉพาะการผลิกเครื่องดนตรีเช่น ไวโอลีน กีตาร์ แม้กระทั่งเมื่อมนุษย์สามารถผลิตพลาสติกสังเคราะห์ได้แล้ว แต่ก็ยังมีการใช้งานกาวเจลาตินอยู่ทั่วไป


บทบาทคอลลาเจนในวงการแพทย์

คอลลาเจนมีการใช้งานอย่างกว้างขวางในวงการศัลยกรรมความงาม ศัลยกรรมกระดูก การจัดฟัน และวงการศัลยกรรมทั่วไป เป็นส่วนประกอบของผิวหนังสังเคราะห์ที่ใช้ในผู้ป่วยที่สูญเสียผิวหนังเนื่อง จากอุบัติเหตุไฟไหม้ ซึ่งใช้คอลลาเจนสังเคระห์จากผิวหนังของลูกวัว(Bovine), หรือจากหมู (Equine, Porcine) บางครั้งจะใช้ผิวหนังจากผู้บริจาค หรือใส้ซิลิโคนสังเคราะห์แทน

คอลลาเจนได้มีการจำหน่ายในลักษณะของ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนช่วยเคลื่อนไหว เนื่องจากคอลลาเจนเมื่อรับประทานเข้าไปจะย่อยสลายเป็นโปรตีนและกรดอะมิโนใน ที่สุด จึงช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอโดนวิธีรับประทานได้น้อยมาก ดังนั้น วงการแพทย์ในปัจจุบันจึงมีการใช้คอลลาเจนในแง่ของศัลยกรรมความงามมากที่สุด

วิธีที่จะเพิ่ม คอลลาเจนนั้น ทำได้หลายวิธี

  1. การฉีดคอลลาเจนโดยตรง จากแพทย์
  2. รับประทานอาหารที่ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี, วิตามินอี

Co-enzyme Q10

Co-enzyme Q10 หรือ Co-Q 10
Co-Q10 เป็นสารที่มีบทบาทในการเพิ่มพลังงานให้แก่เซลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานในร่างกาย เป็นสารสำคัญใน การสังเคราะห์ Adeno-sinetriphosphate (ATP) ซึ่งเปรียบได้กับขุมพลังงาน ของเซลล์ทั่วร่างกาย Co-enzyme Q10 เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องเซลล์จากการทำร้ายของอนุมูลอิสระช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรค ร้าย ซึ่งมาจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ เช่น โรคหัวใจ ข้อเสื่อม อัมพาต หรือ โรคที่เกิดจากความเสื่อมสภาพวัย ตามปกติร่างกายสามารถผลิต Co-Q10 ได้โดยการสกัดและสังเคราะห์ผ่านตับ โดยดูดซึมสารอาหาร ที่ได้ในแต่ละวัน และเก็บสะสม ไว้ในเซลล์ไมโตคอนเดรีย ซึ่งเซลล์นี้มีอยู่มาก ในหัวใจ สมอง และกล้ามเนื้อ แต่เมื่ออายุมากขึ้นการทำงานของร่างกาย ในระบบต่างๆ ก็เสื่อมถอยลง ตับก็ไม่สามารถสังเคราะห์ Co-Q10 ได้ในปริมาณเท่าเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ริ้วรอย และความเสื่อม ของระบบต่างๆ
เราสามารถพบ Co-Q10 ได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน เครื่องในสัตว์ ไข่ ถั่วเปลือกแข็ง ข้าวกล้อง และงา
ชื่อพ้อง: Coenzyme Q, Coenzyme Q10, CO Q10, Ubidecarenone, Ubiquinone 10
Class: จัดอยู่ในกลุ่ม antioxidant
กลไกการออกฤทธิ์
Coenzyme Q10 เป็น coenzyme ที่จำเป็นของร่างกายมีลักษณะคล้ายเป็นวิตะมิน มีโครงสร้างเหมือนวิตะมิน K โดยจะพบที่ในเยื่อหุ้มของ mitochondria ที่อยู่ที่หัวใจ ตับ ไต และตับอ่อน มีบทบาทสำคัญในการขนส่งอิเล็กตรอนใน mitochondria และการสร้าง adrenosine triphosphate (ATP) Coenzyme Q10 มีคุณสมบัติในการเป็น membrane stabilizing โดยตรงและเป็น antioxidant
ผลต่อหัวใจ มีประโยชน์ในการป้องกันการถูกทำลายของเซลในระหว่างที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือดและเพิ่ม reperfusion
ขนาดที่ใช้
ผู้ใหญ่
IV: ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ขนาด 50 – 100 mg ต่อวัน นาน 3-35 วัน เพื่อใช้ในการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวระดับรุนแรง (severe heart failure)
รับประทาน: Coenzyme Q10 โดยทั่วไปจะบรรจุอยู่ใน soft gelatin capsules ซึ่งยาจะละลายอยู่ในน้ำมันถั่วเหลือง (soybean oil)
- การรักษา chronic congestive heart failure ซึ่งได้รับ conventional therapy ร่วมด้วย รับประทานขนาด 50-150 mg ต่อวัน แบ่งให้ 2-3 ครั้งต่อวัน จากการศึกษาใช้ยาต่อเนื่องนานถึง 6 ปี
- การรักษา chronic stable angina รับประทานขนาด 150-600 mg ต่อวัน แบ่งให้ 2-3 ครั้งต่อวัน
- การใช้ยาก่อนการผ่าตัดหัวใจ โดยใช้ยารับประทาน 100 mg ต่อวัน นาน 14 วันก่อนการผ่าตัดและตามด้วยขนาด 100 mg ต่อวัน นาน 30 วันหลังการผ่าตัด
- การรักษา periodontal disease ใช้ขนาด 25 mg รับประทานวันละ 2 ครั้ง ขณะนี้ยังมีข้อมูลจำกัด
- การรักษา Huntington’s disease รับประทานขนาด 800-1200 mg ต่อวัน
- การใช้ป้องกัน migraine รับประทานขนาด 150 mg ต่อวัน โดย Coenzyme Q10 จะไปมีผลลดความถี่ของการปวดศีรษะแต่ไม่มีลดระดับความรุนแรงของการปวดศีรษะ
- การรักษา neurological disease (ที่เกี่ยวข้องกับการขาดการสร้าง mitochondrial ATP) รับประทานขนาด 150 mg หรือมากกว่า ต่อวัน
- การรักษา Parkinson’s disease รับประทานขนาด 800-1200 mg ต่อวัน โดย Coenzyme Q10 อาจไปมีผลทำให้การดำเนินของโรคพาร์กินสันช้าลง ในผู้ป่วยที่เพิ่งพบว่าป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาขนาดใหญ่เพิ่มเติม
เด็ก
ขนาดที่ใช้โดยทั่วไปรับประทาน 2.4 – 3.8 mg/kg/day
การรักษา mitochondrial encephalomyoparthy รับประทาน 30 mg ต่อวัน
ข้อห้าม ใช้
ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ Coenzyme Q10 หรือส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์
ข้อควรระวัง
- ระวังการใช้ในผู้ป่วยทางเดินน้ำดีอุดตัน
- ระวังการใช้ร่วมกับยาลดไขมันในเลือด (ระดับ Coenzyme Q10 ในเลือดจะมีระดับต่ำในผู้ป่วยที่มีระดับไขมันในเลือดสูง) และ HMG-CoA reductase inhibitors อาจมีผลยับยั้งการสร้างของ Coenzyme Q10 โดยธรรมชาติ เนื่องจาก HMG-CoA reductase ช่วยในการสร้าง Coenzyme Q10
- ระวังการใช้ร่วมกับยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เนื่องจากยาอาจไปยับยั้งผลของ Coenzyme Q10 ที่ได้รับเข้าไป
- ระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เพราะอาจจะทำให้ลดความต้องการ insulin
- ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ตับและไตทำงานผิดปกติ เพราะอาจจะเกิดการสะสมของ Coenzyme Q10 ในเลือด
เภสัชจลนศาสตร์
- onset: สำหรับการรักษา congestive heart failure รับประทานนาน 2 สัปดาห์ถึง 3 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผลการตอบสนองการรักษา
- ระดับยาในเลือดที่ให้ผลในการรักษา (Therapeutic drug concentration):
Angina: 2.2 mcg/ml
Congestive heart failure: 2 – 2.5 mcg/ml หรือมากกว่า
ระดับยาปกติในเลือด 0.7 – 1 mcg/ml
- Time to peak: 5 – 10 ชั่วโมง (ในรูปแบบการรับประทาน)
- Bioavailability: ยาจะถูกดูดซึมอย่างช้า เนื่องจากน้ำหนักโมเลกุลมากและการละลายน้ำได้น้อย
- Distribution sites: ตับ หัวใจ ไต และตับอ่อน
- Metabolism: ถูก metabolized ที่ตับแต่ไม่ทราบปริมาณ
- Excretion: ถูกขับออกทางน้ำดี ไม่ทราบปริมาณ ทางอุจจาระ 60%
- Elimination half-life: 34 ชั่วโมง
อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
- ผลต่อผิวหนัง: ผื่นแดงและคัน (< 0.5%)
- ผลต่อระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ รู้สึกไม่สบายท้อง ท้องเสีย จุกแน่นท้อง และลดความอยากอาหาร (< 1%)
- ผลต่อระบบเลือด: พบ thrombocytopenia (ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ) 1 รายในผู้ป่วยที่ใช้ยา 16 รายในหนึ่งการศึกษา
- ผลต่อตับ: พบอาจเกิดความเป็นพิษต่อตับ โดยพบมีรายงานการเพิ่มขึ้นของระดับ aminotransferases ในเลือดในระดับต่ำ เมื่อมีการใช้ยาในขนาดสูง มีพบการใช้ในขนาด 300 mg ต่อวัน
- ผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง: ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ พบน้อย
- ผลต่อตา: มีรายงานการเกิด photophobia (อาการกลัวแสง) ในระหว่างการใช้ Coenzyme Q10 ได้แต่พบน้อย
Drug interaction
Coenzyme Q10 - Antithrombin III Human, Heparin, Warfarin: ลดผล anticoagulant effect มีรายงานการทำให้ระดับ INR ลดลงในการใช้ Coenzyme Q10 ในผู้ป่วยที่ใช้ยา warfarin อยู่ เนื่องจาก Coenzyme Q10 และ vitamin K2 มีโครงสร้างเหมือนกัน ดังนั้นจึงควรระมัดระวังการใช้ร่วมกัน
รายการยาที่มีรายงานการเกิดปฏิกิริยาระหว่างกันกับ Coenzyme Q10 ได้แก่
Acenocoumarol, Ancrod, Anisindione, Antithrombin III Human, Bivalirudin, Danaparoid, Defibrotide, Dermatan Sulfate, Desirudin, Dicumarol, Fondaparinux, Heparin, Pentosan, Polysulfate Sodium, Phenindione, Phenprocoumon, Warfarin

หมายเหตุ
- สำหรับการใช้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงยังมีข้อมูลจำกัด มีผู้ป่วยที่เป็น essential hypertension 26 รายได้รับ Coenzyme Q10 ขนาด 50 mg วันละ 2 ครั้ง หลังจาก 10 สัปดาห์ของการรักษาผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยของ systolic blood pressure ลดลงจาก 164.5 เป็น 146.7 mmHg และค่าเฉลี่ย diastolic blood pressure ลดลงจาก 98.1 เป็น 86.1 mmHg การลดลงของระดับความดันโลหิตเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับการลด peripheral resistance แต่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงระดับ rennin ในเลือด, ระดับโซเดียมและโพแทสเซียมในเลือดหรือในปัสสาวะ
- การใช้ Coenzyme Q10 เสริมในผู้ป่วยที่มีระดับไขมันในเลือดสูง ยังมีข้อมูลจำกัด ผลการใช้ Coenzyme Q10 ร่วมกับ HMG-CoA reductase inhibitors ผลพบว่าจะทำให้ระดับ Coenzyme Q10 ในเลือดเพิ่มสูงขึ้น แต่ไม่มีผลลดระดับไขมันในเลือด
- มีการศึกษาแบบ Open, uncontrolled trial การใช้ใน Male infertility รับประทาน Coenzyme Q10 ขนาด 100 mg วันละ 2 ครั้ง จะช่วยเพิ่มการเคลื่อนที่ของ sperm แต่จะไม่เพิ่มระดับความเข้มข้นของ sperm หรือ morphology in infertile men with idiopathic asthenozoospermia จากการติดตามการใช้นาน 6 เดือน
- การใช้ใน pulmonary fibrosis พบ Coenzyme Q10 ช่วยเพิ่ม pulmonary function แต่ยังมีข้อมูลจำกัด โดยในการศึกษาใช้ Coenzyme Q10 ในผู้ป่วย COPD 21 ราย และ 9 รายในผู้ป่วย Idiopathic pulmonary fibrosis (IPF) ยาขนาด 90 mg ต่อวัน นาน 8 สัปดาห์
- การใช้ใน ventricular arrhythmia ยังมีข้อมูลจำกัด

แคลเซียมคาร์บอเนต

แคลเซียมคาร์บอเนต (อังกฤษ: Calcium carbonate) เป็นสารประกอบมีสูตรเคมีคือ CaCO3 แคลเซียมคาร์บอเนต ไม่ละลายในน้ำ แต่สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำและ คาร์บอนไดออกไซด์แล้วกลายเป็นแคลเซียมไบคาร์บอเนต (ซึ่งมีสูตรเคมีคือ Ca (HCO3) 2) แคลเซียมไบคาร์บอเนตละลายในน้ำได้เล็กน้อย

ในธรรมชาติพบในรูปดังนี้:

* อะราโกไนต์ (Aragonite)
* แคลไซต์ (Calcite)
* ปูนขาว (Chalk)
* หินปูน (Limestone)
* หินอ่อน (Marble)
* ทราเวอร์ตีน (Travertine)

เมื่ออยู่ในกระเพาะจะเกิดปฏิกิริยาดังนี้

* CaCO3 + 2HCl →→2CaCl2 + H2O + CO2 (gas)

ยา ลดกรดมีดังนี้:

* อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminium hydroxide) (Amphojel®, AlternaGEL®)
* แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Magnesium hydroxide) (Phillips’® Milk of Magnesia)
* อะลูมิเนียมคาร์บอเนต (Aluminium carbonate) gel (Basajel®)
* แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) (Tums®, Titralac®, Calcium Rich Rolaids®)
* โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate) (Bicarbonate of soda)
* ไฮโดรทัลไซต์ (Hydrotalcite) (Mg6Al2 (CO3) (OH) 16 · 4 (H2O) ; Talcid®)
* อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์และ แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์(Maalox®, Mylanta®)

อินนูลิน

อินนูลิน (Inulin)

อินนูลิน เป็นสารประเภท ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (หมายความว่าน้ำตาลที่นำมาต่อกันเป็นสายโซ่สั้นๆ) ลักษณะโมเลกุลของอินนูลินจะคล้ายๆกับเซลลูโลสครับ แต่ต่าง กันตรงที่

เซลลูโลสจะเป็น กลูโคส-กลูโคส-กลูโคส-กลูโคส-กลูโคส-...-กลูโคส

แต่อินนูลินจะเป็น ฟรุกโตส-ฟรุกโตส-ฟรุกโตส-ฟรุกโตส-...ฟรุกโตส ครับ

อินนูลินมีลักษณะ เฉพาะคือมีรสชาติที่หวาน คล้ายน้ำตาล จึงมักนำมาเป็นส่วนประกอบ ในอาหารประเภทอาหารหวาน ไอศกรีม

และไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหารจึง ไม่ให้พลังงานและไม่เพิ่มระดับน้ำตาลนั่นคือข้อได้เปรียบเมื่อใช้ แทนน้ำตาลครับ

แต่อย่างไรก็ตามคุณสมบัติอื่นๆของอินนูลินก็ไม่ได้แตก ต่างจาก "ใยอาหาร" อื่นๆเท่าใดนัก

ใยอาหารมี 2 ประเภทครับ ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ กับใยอาหารที่ละลายน้ำ

* ใยอาหารที่ไม่ ละลายน้ำเช่นผักใบเขียว ใยอาหารในข้าวซ้อมมือ จะช่วยให้คุณ
อิ่มและช่วยให้การทำงานของลำไส้เป็นปกติ


* ใยอาหารที่ละลายน้ำซึ่งจะช่วยให้การย่อยและการ ดูดซึมแป้งและน้ำตาลช้าลง
ครับ ซึ่งเป็นผลดีต่อระดับน้ำตาลน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เช่น ถั่ว
ต่างๆ ส้ม แอปเปิ้ล


อินนูลินจัดเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำครับ

อาหารเสริมลด น้ำหนักที่ใส่อินนูลินเพิ่มเข้าไป ก็เป็นเพียงแค่ เพิ่มรสชาติหวาน โดยที่ไม่เพิ่มแคลอรี่เท่านั้น ในความคิดของผมแล้วอินนูลินเป็นเพียงเครื่องปรุงแต่งรสชาติ และเป็นใยอาหารอีกประเภทหนึ่งเท่านั้น

ผู้ผลิตอาหารเสริมลดน้ำหนัก มักจะโฆษณาว่า อินนูลินที่เป็นส่วนประกอบนั้นช่วยให้อิ่ม ช่วยในระบบขับถ่าย ช่วยดูดซับและขับสารพิษ ทำให้ผิวกระจ่างใส และป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะคุณสมบัตินี้ก็คือคุณสมบัติของใยอาหารที่พบในผักและผลไม้ และอินนูลินก็จัดเป็นใยอาหารชนิดหนึ่งเท่านั้นครับ

แทนที่จะรับ ประทานอาหารเสริมที่ใส่อินนูลินเพิ่มเข้าไป ผมคิดว่าเปลี่ยนมาเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารจากอาหารที่เรารับประทานอยู่ในชีวิต ประจำวันจะดีกว่าไหมครับ ซึ่งก็ทำให้อิ่ม ช่วยขับสารพิษ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ได้เช่นกัน

สารสกัดจากถั่วขาว

สารสกัดจากถั่วขาว (Phaseolamin)

ส่วนประกอบของอาหารเสริมที่ ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้คือกลุ่มของการใช้เอนไซม์ ซึ่งสกัดการย่อยแป้งครับ ในกลุ่มนี้ก็มีสารสกัดจากถั่วขาวด้วยเช่นกัน

สารสกัด จากถั่วขาวหรือ ฟาซีโอลามิน ( Phaseolamin ) เป็นสารที่บริษัทอาหารเสริมคาดหวังว่าจะเป็นสารที่ยับยั้ง แอลฟา-อไมเลสครับ ซึ่งสร้างมาจากตับอ่อนและทำหน้าที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลกลูโคส ก่อนที่จะดูดซึม ดังนั้นการยับยั้งเอนไซม์นี้จึงเป็นความคาด หวังว่าน่าจะทำให้ร่างกายดูดซึมแป้งน้อยลงครับ

เป็นความจริงหรือที่การยับยั้งเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยแป้งจะทำให้ เราดูดซึมแป้งและน้ำตาลน้อยลงและทำให้เราผอมลง ?

เคยมี การทดลองในหนูครับ เปรียบเทียบกับระหว่าง หนูที่ไม่ให้สารที่ยับยั้งเอนไซม์ ,หนูที่ให้สารที่ยับยั้ง เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยแป้งได้มากถึง 50% เปรียบเทียบกับ หนูที่ให้สารที่ยับยั้งเอนไซม์ที่สามารถย่อยแป้งได้ถึง 100%

โดย ให้รับประทานอาหารเหมือนๆกันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ไม่พบความแตกต่างในเรื่องของน้ำหนักของหนูแต่ละกลุ่ม แต่ว่าหนูทั้ง3 กลุ่มมีการขับถ่ายสังกะสีและทองแดงไม่เท่ากัน โดยหนูที่ได้รับสารที่ยับยั้งเอนไซม์มากก็จะสูญเสียสังกะสีและทอง แดงไปกับอุจจาระไปมากกว่าครับ

แล้วก็ มีอีกการทดลองซึ่งทำในสุนัข 8 ตัว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานสารที่ยับยั้งเอนไซม์ อะไมเลส 1.5 กรัม อีกกลุ่มไม่ให้ครับ เป็นระยะเวลานาน 9สัปดาห์ โดยให้รับประทานอาหารเหมือนๆกัน

แม้ว่าจะมีแป้งหลงเหลือที่ไม่ ได้ถูกย่อยเหลือมาถึงลำไส้เล็กส่วนปลาย และพบว่าแป้งดูดได้น้อย กว่าในกลุ่มที่ให้สารที่ยับยั้งเอนไซม์อะไมเลส พบว่าน้ำหนักของสุนัขไม่แตกต่างกันเลยครับ แต่ช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้เท่านั้น

อีก การทดลองครับ เป็นการทดลองโดยใช้สารสกัดจากถั่วขาว ไม่พบว่าสารสกัดจากถั่วขาวช่วยในเรื่องของการป้องกันการย่อยและการดูดซึมของแป้งใน มนุษย์

การทดลองนี้ทำโดยการให้รับประทานแป้ง 100 กรัม(400 กิโลแคลอรี่) แล้ววัดแคลอรี่ที่หลงเหลือมากับอุจจาระครับ

ถ้า สารสกัดจากถั่วขาวสามารถยับยั้งการย่อยและการดูดซึมของแป้งได้จริง ต้องมีส่วนที่เป็นแป้งติดมากับอุจจาระถูกต้องไหมครับ

แต่ ผลการทดลองนี้สรุปว่า สารสกัดจากถั่วขาว ไม่ช่วยในเรื่องของการป้องกันการย่อย
และการดูดซึมของแป้งครับ เพราะว่าแทบจะไม่เหลือแคลอรี่จากแป้งปนมากับ
อุจจาระเลย

มีการทดลองที่นำคนอ้วน 50 คน เปรียบเทียบระหว่างสารสกัดจากถั่วขาว 1500มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (สังเกตนะครับว่าใช้ปริมาณที่สูงมาก) กับไม่ได้รับ (ได้เป็นยาหลอก) เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์

พบว่าในกลุ่มที่ได้รับ สารสกัดจากถั่วขาวลดน้ำหนักได้ประมาณ 1.7 กิโลกรัม และกลุ่มที่ ไม่ได้รับลดน้ำหนักได้ประมาณ 0.7 กิโลกรัม ร่วมกับมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่ลดลง

แต่ว่าน่าเสียดายครับ การทดลองนี้กลับไม่มีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเนื่อง จากกลุ่มตัวอย่างน้อยเกินไป ซึ่งการทดลองนี้ควรมีกลุ่มตัวอย่างสัก 150 คนครับการทดลองนี้จึงมีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญ

การทดลองนี้ครับ เป็นการทดลองนำอาสาสมัครมา 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับสารสกัดจากถั่วขาว 445 มิลลิกรัมก่อนอาหารมื้อที่มีแป้งมาก อีกกลุ่มหนึ่งได้รับยา หลอก (ไม่ได้รับ) แล้วให้รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ควบคุมแคลอรี่ให้ได้ประมาณ 2000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ผลปรากฎว่าในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากถั่วขาวสามารถลดน้ำหนัก ได้เฉลี่ย 2.9 กิโลกรัม ซึ่งลดน้ำหนักได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับไม่ได้รับ 0.3 กิโลกรัม

ให้ระวังครับ การทดลอง 2 ครั้งหลังนี้ใช้อาหารเสริมยี่ห้อ "Phase 2" ซึ่งมีส่วนประกอบ อื่นๆนอกเหนือจากถั่วขาว เช่น แคลเซียมฟอสเฟต 20% เซลลูโลส 10% vitamin B3 7% โครเมียมพิโคลิเนต 0.5 มิลลิกรัม ครับ ดังนั้นผลลัพธ์อาจไม่ใช่จากสารสกัดจากถั่วขาวเพียงอย่างเดียว

และ จุดที่ให้สังเกตอีกข้อครับ คือเรื่องสารสกัดจากถั่วขาว จากการทดลองจะใช้ปริมาณสารสกัดจากถั่วขาวไม่ต่ำกว่า 445 มิลลิกรัมครับ ซึ่งแปลว่าถ้าใช้สารสกัดจากถั่วขาวในปริมาณที่น้อยกว่านี้อาจ ไม่ได้ผล และทำให้คุณเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

คุณไม่มีทางรู้หรอก ครับว่าอาหารเสริมที่คุณรับประทานอยู่ใช้สารสกัดจากถั่วขาวมากเท่า ไหร่ เพราะบริษัทอาหารเสริมส่วนใหญ่ไม่เคยเขียนปริมาณของส่วนประกอบไว้บนฉลาก คุณอาจได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับการลดน้ำหนักก็ได้ครับ

มีการทดลองหนึ่งทำในสิงหาคม 2007 นำอาสาสมัคร 25 คนที่อ้วน มาแบ่งเป็น 2 กลุ่มกลุ่มหนึ่ง ให้สารสกัดจากถั่วขาว 1000 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง อีกกลุ่มหนึ่งไม่ให้ แล้วให้ควบคุมอาหารและออกกำลังกายพอๆกัน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ก็พบว่าน้ำหนักลดลงไม่แตกต่างกัน นั่นคือสารสกัดจากถั่วขาวอาจไม่มีประโยชน์ในการที่จะช่วยควบคุม น้ำหนัก

เอาล่ะครับ ถึงตอนนี้ผมสรุปว่าสารสกัดจากถั่วขาวยังมีข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันอยู่ มีทั้งข้อมูลที่สนับสนุนและคัดค้านครับ และส่วนใหญ่คัดค้านครับ

คุณว่ามีอะไรแปลกๆไหมครับ คุณรับประทานอาหารประเภทแป้งเข้าไป แล้วก็รับประทานอาหาร เสริมเพื่อยับยั้งมัน

ถ้าคุณต้องเสียเงินเพื่อซื้ออาหารเสริมสำหรับ การยับยั้งการย่อยและดูดซึมแป้งแล้วล่ะก็ ทำไมคุณจึงไม่ลด ปริมาณอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่คุณรับประทานลงล่ะครับ หรือ เปลี่ยนข้าวเป็นข้าวซ้อมมือ ใยอาหารจะช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลให้ช้าลงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว น่าจะเป็นหนทางเลือกที่ดีกว่า ประหยัดกว่า และส่งผลต่อสุขภาพได้มากกว่าด้วยครับ

สารสกัดจากกระบองเพชร

ประโยชน์ของสารสกัดจากกระบองเพชร
“คง ไม่มีใครปฏิเสธว่า การมีสุขภาพที่แข็งแรง รูปร่างสมส่วน เป็นลาภอันประเสริฐที่สุด " แต่การได้มาซึ่งรูปร่างที่สมส่วน ช่างเป็นเรื่องยากเย็น เพราะสาเหตุของ “ความอ้วน ”... “คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การมีสุขภาพที่แข็งแรง รูปร่างสมส่วน เป็นลาภอันประเสริฐที่สุด " แต่การได้มาซึ่งรูปร่างที่สมส่วน ช่างเป็นเรื่องยากเย็น เพราะสาเหตุของ “ความอ้วน ”...
ความ อ้วนและไขมันส่วนเกิน เกิดจากพฤติกรรมตามใจปากของคนไทยในปัจจุบัน ทำให้เกิดไขมันสะสมพอกพูน ผลร้ายที่ตามมาเหมือนเงาตามตัว ซึ่งความอ้วนส่งผลกระทบต่อทั้งด้านจิตใจและร่างกาย แล้วจะมานั่งกลุ้มใจอยู่ทำไม ได้เวลาทำให้ตัวเองกลับมามีรูปร่างที่ผอม เพรียว ด้วยวิธีที่แสนง่ายกว่านั้น เพียงใช้เวลานิดเดียว ด้วยสารอาหารที่ได้รับการยอมรับจากนักโภชนาการทั่วโลกว่าสามารถช่วยลด น้ำหนักและกระชับรูปร่างอย่างได้ผลด้วย สารสกัดจากกระบองเพชรเข้มข้นผสมไคโตซาน

กระบองเพชรเป็นพืชพื้นเมืองที่มีแหล่งกำเนิดในแถบทะเลทราย และชาวพื้นเมืองประเทศ เม็กซิโกได้ให้ความสำคัญกับกระบองเพชรเป็นย่างมาก สังเกตได้จาก ธงชาติของเม็กซิโกจะมีรูปต้นกระบองเพชรอยู่ด้วย และจากภูมิปัญญาชาวบ้านยังใช้ในการดูแลสุขภาพ และช่วยลดความอยากอาหารควบคุมน้ำหนักมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยประโยชน์นี้นักวิจัยและนักโภชนาการจึงได้พัฒนาคิดค้นด้านสายพันธุ์และทำ การวิจัยคิดค้นมากมายจนพบว่า กระบองเพชรอุดมด้วยคุณค่าสารอาหารมากมาย ที่มีประโยชน์ในการลดน้ำหนัก ,ลดไขมันและโคเลสเตอรอล,ลดระดับน้ำตาลและช่วยต่อต่านอนุมูลอิสระได้ด้วย

กลไกการทำงานของกระบองเพชร
-ช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย
-ช่วยสลายไขมันเก่า
-ไฟเบอร์คุณภาพสูง
-กรดอะมิโน,บี3,ไฟเบอร์ ช่วยลดโคเลสเตอรอลLDL,ไตรกลีเซอไรด์ ต่อต้านอนุมูลอิสระ
-อุดมด้วยวิตามิน ซี,เอ ลดระดับน้ำตาล
-ควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือด
-กรดอะมิโนที่จำเป็นลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์


1 . ยับยั้งการสร้างไขมัน ลดความอยากอาหาร อิ่มนาน ไม่หิวบ่อย
สารสกัดจากกระบองเพชร ( Cactus Extract)
กระบองเพชรเป็นพืชที่มีต้นกำเนิดแถบทะเลทราย ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้สร้างไขมัน พร้อมทั้งกระตุ้นให้ร่างกายนำไขมันสะสมมาเผาผลาญได้ดีขึ้น และยังอุดมด้วยเส้นใยคุณภาพสูง ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด อุ้มน้ำได้ดี จึงช่วยลดความอยากอาหาร ช่วยให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ ป้องกันโรคริดสีดวง
2 .ดักจับไขมัน ล้างพิษขจัดของเสีย
ไคโตซาน (Chitosan)
สารสกัดจากเปลือกสัตว์ทะเลกุ้งและปูให้สารสกัด ไคโตซาน ซึ่งมีประจุเป็นบวก ช่วย ดักจับไขมัน ที่มีประจุเป็นลบ ในระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะในกระเพาะอาหาร ที่มีสภาพเป็นกรด ป้องกันการดูดซึมของไขมันส่วนเกินจึงมีผลลดและควบคุมน้ำหนักได้ และยังช่วยล้างพิษของลำไส้ และจากการศึกษา การรับประทานไคโตซาน วันละ 1,350 มก.ต่อวัน ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 80 ราย พบว่า เพียง 4 สัปดาห์ ระดับไขมันและของเสียในเลือดลดลง อย่างมีนัยสำคัญ
3.เร่งการเผาผลาญน้ำตาลลดการสะสมไขมัน
สารสกัดจากผลส้มแขก (Garcinia Cambogia Extract )
สารสกัดจากผลส้มแขกให้สารสกัด ชื่อ Hydroxy citric acid (HCA) จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่เปลี่ยนน้ำตาลไห้เป็นไขมัน ดังนั้น จึงช่วยลดการสะสมของไขมัน และยังช่วยให้อิ่มเร็ว รับประทานอาหารตามได้น้อยอีกด้วย
4.ช่วยให้อิ่มเร็ว ช่วยระบาย ป้องกันริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ไซเลียม ฮัชค์ ( Psyllium husks) เส้นใยจากพืชธรรมชาติ มีลักษณะพิเศษพองตัวเหมือนเมือก ทำให้ช่วยดูดซับไขมันที่มาพร้อมอาหาร อุจจาระมีลักษณะลื่น ขับถ่ายสะดวก
สารสกัดจากผลแอปเปิล (Apple Extract)
สารสกัดจากแอปเปิล อุดมด้วยเส้นใยคุณภาพ ช่วยลดความอยากอาหาร ชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ลดการสะสมไขมันใหม่
เซลลูโลส(Cellulose)
เส้นใยจากพืชธรรมชาติ ช่วยดูดซับไขมัน โคเลสเตอรอลพร้อมขับถ่ายออกจากร่างกาย พร้อมยังช่วยให้อิ่มเร็ว ไม่หิวบ่อย
เอะคาเซียกัม (Acacia gum)
เส้นใยชนิดพิเศษ ช่วยอุ้มน้ำเพิ่มปริมาณกากใยในกระเพาะช่วยทำให้อิ่มเร็ว ช่วยเรื่องระบบการขับถ่าย ป้องกันโรคริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่
5.ซ่อมแซมลำไส้ ต้านอนุมูลอิสระ เร่งการเผาผลาญ
ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid)
สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ในระบบทางเดินอาหาร บำรุงผิวให้สวยสดใส ต้านแก่ก่อนวัย วิตามิน ซี วิตามิน บี 6 (Vitamin C , Vitamin B 6) เร่งระบบการเผาผลาญของร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและเสริมผิวให้แข็งแรง บำรุงระบบประสาท
สารสกัดจากมะขามป้อม (Emblic Extract)
อุดมด้วยวิตามิน ซี สูง ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ต่อต้านริ้วรอย และยังมีฤทธิ์ช่วยระบายอ่อนๆ
โอลิโกฟรุกโตส (Oligofrutose)
เส้นใย “พรีไบโอติก ” เป็นอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยเสริมการทำงานของลำไส้ ให้ทำงานปกติ เพื่อการขับถ่ายที่เป็นปกติ

กาแฟ

กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากเมล็ดกาแฟคั่วซึ่งได้จากต้นกาแฟ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับชาและน้ำ กาแฟเป็นสินค้าธรรมชาติที่มีการซื้อขายกันมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากปิโตรเลียมเท่านั้น

มนุษย์เริ่มบริโภคกาแฟตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9 เมื่อถูกค้นพบตามที่ราบสูงในเอธิโอเปีย จากนั้นก็แพร่กระจายไปยังอียิปต์และเยเมน แลเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 กาแฟก็เดินทางไปถึงอาเซอร์ไบจาน เปอร์เซีย ตุรกีและแอฟริกาเหนือ จากโลกมุสลิม กาแฟก็เดินทางไปยังอิตาลี จากนั้นไปยังส่วนที่เหลือของยุโรป อินโดนีเซียและทวีปอเมริกา

กาแฟมีส่วนสำคัญในสังคมหลายแห่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ในแอฟริกาและเยเมน กาแฟเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา ดังนั้นคริสตจักรเอธิโอเปียจึงสั่งห้ามบริโภคกาแฟจนกระทั่งถึงรัชสมัยของ จักรพรรดิมีนีลิคที่ 2 แห่งเอธิโอเปีย กาแฟถูกสั่งห้ามในจักรวรรดิออตโตมาน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง และได้รับความร่วมมือจากกิจกรรมทางการเมืองหัวรุนแรงในทวีปยุโรป

กาแฟเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของโลก ในปี ค.ศ. 2004 กาแฟเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีการส่งออกมากเป็นอันดับที่หกของโลก เป็นสินค้าการเกษตรส่งออกที่ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในจำนวน 12 ประเทศ และในปี ค.ศ. 2005 กาแฟเป็นพืชที่มีการส่งออกนอกประเทศมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 7 ทั่วโลก

กาแฟได้รับการโต้เถียงอย่างมากในด้านการเพาะปลูกต้นกาแฟและผลกระทบกับ สิ่งแวดล้อม และมีการศึกษาจำนวนมากที่ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกาแฟกับข้อ จำกัดทางยาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่ากาแฟให้คุณหรือให้โทษกันแน่

ประวัติ

ดูบทความหลักที่ ประวัติกาแฟ

เหนือประตูของร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองไลป์ซิกมีประติมากรรมรูปชายในชุด พื้นเมืองตุรกีกำลังรับถ้วยกาแฟจากเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

เชื่อกันว่ากาแฟถูกค้นพบครั้งแรกโดยเด็กเลี้ยงแพะชาวอาบิสซีเนีย ที่ชื่อว่า คาลดี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9[2] จากการสังเกตพบว่า แพะดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นเมื่อกินเมล็ดกาแฟป่า[13] จากเอธิโอเปีย กาแฟได้แพร่กระจายไปยังอียิปต์และเยเมน[14] และในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 กาแฟได้แพร่ไปทั่วตะวันออกกลางทั้งหมด รวมทั้ง เปอร์เซีย ตุรกีและแอฟริกาเหนือ

ในปี ค.ศ. 1583 เลโอนาร์ด เราวอล์ฟ แพทย์ชาวเยอรมัน ได้บรรยายถึงกาแฟหลังจากท่องเที่ยวในดินแดนตะวันออกใกล้เป็นเวลากว่าสิบปีไว้ว่าดังนี้:[15]
“ เครื่องดื่มที่มีสีดำเหมือน หมึก ใช้รักษาโรคภัยได้หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับท้อง ผู้ดื่มจะดื่มในตอนเช้า มันเป็นการนำน้ำและผลไม้จากไม้พุ่มที่เรียกว่า bunnu ”

ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 16 กาแฟถูกปลูกโดยชาวอาหรับเท่านั้น ชาวอาหรับหวงแหนพันธุ์กาแฟมาก แต่ในที่สุดเมล็ดกาแฟก็ออกมาสู่โลกกว้าง เนื่องจากการค้าขายระหว่างเวนิซกับแอฟริกาเหนือ อียิปต์และตะวันออกกลางที่เจริญขึ้น ทำให้อิตาลีได้รับสินค้าใหม่ ๆ เข้ามา ซึ่งรวมไปถึงกาแฟด้วย หลังจากนั้น กาแฟก็ได้แพร่กระจายไปทั่วยุโรป เนื่องจากได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องดื่มของคริสเตียนโดยสมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8 ในปี ค.ศ. 1600 แม้ว่าจะมีการร้องเรียนให้ยกเลิก "เครื่องดื่มมุสลิม" ก็ตาม ร้านกาแฟแห่งแรกในทวีปยุโรปเปิดในอิตาลีในปี ค.ศ. 1645[3] ชาวดัตช์เป็นชนชาติแรกที่นำเข้ากาแฟเป็นจำนวนมาก และฝ่าฝืนข้อห้ามของอาหรับเกี่ยวกับการส่งออกพืชและเมล็ดที่ยังไม่ได้คั่ว เมื่อ Pieter van den Broeck ลักลอบนำเข้ากาแฟจากเอเดนไปยังยุโรปในปี ค.ศ. 1616[16] ในภายหลังชาวดัตช์ยังได้นำไปปลูกในเกาะชวาและซีลอน[17] ซึ่งผลผลิตกาแฟจากเกาะชวาสามารถส่งไปยังเนเธอร์แลนด์ได้ในปี ค.ศ. 1711[18] และด้วยความพยายามของบริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษ ทำให้กาแฟได้รับความนิยมในประเทศอังกฤษเช่นเดียวกัน กาแฟเข้าสู่ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1657 และเข้าสู่ประเทศออสเตรียและโปแลนด์ หลังจาก ยุทธการแห่ง เวียนนา เมื่อปี ค.ศ. 1683 หลังจากที่ทหารสามารถยึดเสบียงของทหารออตโตมานเติร์กที่พ่าย แพ้ในการรบครั้งนั้น

หลังจากนั้น กาแฟได้เข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือในช่วงของยุคอาณานิคม แต่ว่าไม่ได้รับความนิยมมากเท่ากับในทวีปยุโรป อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกัน ปริมาณความต้องการกาแฟได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนพวกพ่อค้ากักตุนสินค้า เอาไว้และปั่นราคาขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งบางส่วนเป็นผลมาจากการที่พ่อค้าชาวอังกฤษไม่สามารถนำเข้าชาได้ มากนัก[20] หลังจากสงครามปี 1812 ในช่วงที่อังกฤษงดการนำเข้าชาเป็นการชั่วคราว ชาวอเมริกันจึงหันมาดื่มกาแฟแทน และมีปริมาณความต้องการสูงมากในช่วงสงครามกลาง เมืองอเมริกัน ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาของเทคโนโลยีการต้มเหล้าทำให้กาแฟกลายเป็นสินค้ายอดนิยมในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน

ชีววิทยา
ต้นกาแฟเป็นพืชพื้นเมืองเขตร้อนแถบแอฟริกาและเอเชียใต้[22] กาแฟถูกจัดให้อยู่รวมกับพืชมีดอก ของวงศ์ Rubiaceae ถูกจัดเป็นต้นไม้ประเภทไม่ผลัดใบ ต้นกาแฟสามารถสูงได้ถึง 5 เมตรถ้าไม่เล็มออก ใบของต้นกาแฟมีสีเขียวเข้มและเป็นมัน ขนาดโดยเฉลี่ยยาว 10-15 เซนติเมตร และกว้าง 6 เซนติเมตร ดอกของต้นกาแฟมีสีขาว มีกลิ่นหอม และจะบานพร้อมกันทั้งต้น ผลกาแฟมีลักษณะรียาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร[23] ผลกาแฟอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อสุก สีของเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเมื่อนำไปผึ่งให้แห้ง สีของเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มและสีดำในที่สุด ผลกาแฟแต่ละผลจะมีเมล็ดอยู่สองเมล็ด แต่ผลกาแฟประมาณ 5-10% จะมีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว[24] เมล็ดจำพวกนี้จะเรียกว่า พีเบอร์รี่[25] โดยปกติแล้ว ผลกาแฟจะสุกภายในเจ็ดถึงเก้าเดือน