แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยาเเผนโบราณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยาเเผนโบราณ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553

สมุนไพร ว่านชักมดลูก

“ว่านชนิดนี้นิยมกันมากในหมู่สตรีที่มีสามีและผ่านการคลอดบุตรแล้ว เนื่องจากมีสรรพคุณ ทำเป็นสาวเสมอแม้จะมีบุตรก็ตาม ไม่ต้องไปพึ่งมีดหมอผ่าตัด ทำสาว หรือ “รีแพร์”ยกเครื่องใหม่ ให้เสียเงินและเจ็บตัว ทำให้มดลูกรัดตัวเล็กลง เรียกว่ามดลูกเข้าอู่เร็ว กระชับตัว เหมือนยังสาวแรกรุ่น ทำให้สามีรักไม่ไปเที่ยวนอกบ้าน ที่สำคัญยังรักษ มดลูกพิการ ปวดมดลูก ปวดประจำเดือน ประจำเดือนผิดปกติ มีกลิ่นเป็นมุตกิตระดูขาว

ว่านชักมดลูก เป็นสมุนไพรไทยสำหรับเสริมสร้างภายในช่องคลอดของสตรี ให้คุณประโยชน์กับสุภาพสตรีอย่างมหาศาล คุณค่าของว่านชักมดลูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ

ส่วนที่ 1. ใช้เป็นสมุนไพรดูแลความสะอาดภายในช่องเคล็ด
•ใช้ว่านชักมดลูกช่วยดูแล อาการมดลูกต่ำ มดลูกโตหรือปวดหน่วงเป็นประจำ
• แก้หน่วง เสียวท้องน้อย หรือปีกมดลูกทั้งสองข้าง
• แก้ปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงระหว่างมีรอบเดือน
• ช่วยป้องกันไม่ให้แท้งบุตรง่าย หรือตกเลือด
• ช่วยลดระดูขาว หรือมติกิดเรื้อรัง ที่มีมานานในสุภาพสตรี
• ดับกลิ่นภาพในช่องคลอดได้อย่างมหัศจรรย์
• ช่วยให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ช่วยลดอาการมือเย็นเท้าเย็น หนาวเป็นประจำ หนาวในอก
• ช่วยลดอาการเจ็บปวดหรือปวดภายในช่องคลอดเวลาร่วมเพศ
• รักษอาการขัดเบา ได้ทั้งบุรุษและสตรี

ส่วนที่ 2. ปรุงเป็นอาหารเสริม ของสุภาพสตรี
• ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่น มีน้ำมีนวล ผิวลื่น ละเอียดขึ้น
• ช่วยบำรุงผิวหน้าที่เสียวย่นและหยาบก้านมากๆ ให้ดีขึ้น
• ช่วยเสริมสร้างสตรีทีมีหน้าท้องที่เหี่ยวย่นหรือหย่อนยานที่เกิดจากการคลอด บุตรให้หายไป
• ช่วยให้ภายในและปากช่องคลอกให้กระชับเหมือนสาวๆ อย่างมหัศจรรย์
• ช่วยเสริมสร้างให้สตรีที่มีอารมณ์ทางเพศบกพร่องให้สมบูรณ์ปกติ
• ช่วยสตรีที่มีอายุเริ่มเข้าวัยกลางคนให้มีน้ำหล่อลื่นให้สมบูรณ์ปกติ
• คนโบราณใช้ว่านชักมดลูกหลังการคลอดบุตร แทนการอยู่ไฟ ช่วยเสริมสร้างน้ำนมของคุณ
• ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
• เป็นยาอายุวัฒนะได้ทั้งบุรุษ และสตรี

ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่ใครๆ ก็รู้จัก เพราะมักจะพบในชีวิตประจำวัน โดย นิยมใช้ปรุงแต่งกลิ่นและรสในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะอาหารทางภาคใต้ เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา แกงกะหรี่ ไก่ทอดขมิ้น เป็นต้น นับเป็นความฉลาดของคนใต้ ที่หาวิธีกินขมิ้นในชีวิตประจำวัน เพราะขมิ้นนั้นปัจจุบัน มีงานศึกษาวิจัยพบ ว่ามีคุณค่าต่อสุขภาพยิ่งนัก และ ยังพบว่าขมิ้นชันโดยเฉพาะในภาคใต้ดีที่สุดในโลก เพราะมีสารสำคัญคือเคอร์คิวมิน และ น้ำมันขมิ้นสูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีการปลูกขมิ้นทั้งหมด คนสมัยก่อนมีการใช้ประโยชน์จากขมิ้นใน หลายๆ ด้าน ทั้งเป็นยาภายนอกและยาภายใน ใน ส่วนของยาภายนอกเชื่อว่าขมิ้นชัน ช่วยรักษาแผล ทำให้แผลไม่เป็นหนอง ช่วยสมานแผล ดังนั้น เวลาที่ก่อนจะบวชเป็นพระนาคต้องปลงผมก่อนอุปสมบท หลังจากโกนผมแล้วเขาจะทาหนังศรีษะด้วย ขมิ้น เพื่อรักษาบาดแผลที่อาจ จะเกิดจากใบมีดโกน

ขมิ้นยังมีสรรพคุณ ในการรักษาพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ในสมัยที่ยังเล็กๆ ตอนยุงกัดเป็นตุ่มแดง คุณ ยายมักจะใช้ปูนกินกับหมากแต้ม เพราะต้องการฤทธิ์แก้พิษของขมิ้น ที่ผสมอยู่ในปูนที่กินกับหมาก และฤทธิ์ของปูนที่ช่วยให้ขมิ้นติดผิวได้ดีขึ้น (ปูนกินกับหมากของคนโบราณ ได้จากการเผาเปลือกหอยจนร้อนจัด สามารถบดเป็นฝุ่นละเอียดสีขาว แล้วเอาไปผสมกับขมิ้นจะให้สีส้ม หรือ เรียกเป็นสีเฉพาะว่า สีปูน)

นอก จากนี้ยังนิยมใช้ขมิ้นเป็นเครื่องสำอาง คน ในแถบตอนใต้ของเอเชีย และแถบตะวันออกไกล ใช้ขมิ้นทาผิวหน้าทำให้ผิวหน้านุ่มนวล คน มาเลเซียและคนไทยสมัยก่อนจะใช้ขมิ้นในการอาบน้ำ ทำให้ผิวผ่องยิ่งขึ้น วิธีการอาบน้ำด้วยขมิ้นนั้น จะทาขมิ้นหมักไว้ที่ผิวหนังสักพัก แล้ว จึงขัดออกด้วยส้มมะขามเปียก นอกจากทำให้ผิวหนังนุ่มนวลแล้ว ขมิ้นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอก ของขน ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนัง เพื่อ ป้องกันไม่ให้ขนงอก คนพม่าเชื่อว่าถ้าใช้ขมิ้นผสมสมุนไพร ที่ชื่อทาคาน่า ทาผิวเด็กสาวตั้งแต่ยังเล็กๆ จะทำให้เนื้อผิวละเอียด จนมีคำกล่าวใน บรรดาชายไทยว่าสาวจะสวยต้อง "ผิวพม่า นัยน์ตาแขก"

ส่วนในการใช้เป็นยารับประทาน เชื่อ ว่าขมิ้นชันมีสรรพคุณในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย มีสรรพคุณในการช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ช่วยย่อยอาหาร มีสรรพคุณในการบำรุงร่าง กายและช่วยบำรุงตับ รักษาระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ หืด ไอ เวียนศรีษะ รักษาอาการปวดและอักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ เป็นต้น ปัจจุบันมีการศึกษาเพื่อพิสูจน์ สรรพคุณของขมิ้น ตามการใช้แบบโบราณ ก็ พบว่ามีสรรพคุณมากมายตามที่เคยใช้กันมา เช่น ขมิ้น ชันมีสรรพคุณทำให้แผลหายเร็วขึ้น มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เพิ่มภูมิคุ้นกันให้แก่ร่างกาย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง มี ฤทธิ์ขับน้ำดีช่วยในการย่อยและป้องกันไม่ให้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี มีฤทธิ์ขับลม และมีการศึกษาการใช้ ขมิ้นชันรักษาโรคกระเพาะในประเทศไทย (โรงพยาบาลศิริราช) พบว่า ได้ผลดีพอควร

มีการค้นพบสรรพคุณใหม่ๆ ของขมิ้นชันอีกมากมาย เช่น การป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด การชลอความแก่ การเป็นสารต้านมะเร็งและ เนื้องอกต่างๆ พบว่า การกินอาหารผสม ขมิ้นสามารถทำลายเชื้อไวรัสที่ผ่านมาทางอาหารได้ รวมทั้งสามารถป้องกันมะเร็งจากสารก่อ มะเร็งต่างๆ และยังมีสรรพคุณในการต้านไวรัส โดย เฉพาะเชื้อ HIV อันเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์ ขมิ้นชันจึงเป็นอีกความหวังหนึ่งของ ผู้ป่วยเอดส์

ขมิ้นชันยังมีคุณสมบัติ ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลด ปฏิกิริยาการแพ้ คนที่เป็นโรคภูมิแพ้และเป็นหวัดบ่อยๆ สมควรกินอาหารใต้ที่ใส่ขมิ้นทุกวันจะ ได้แข็งแรง ตอนนี้สงสารหมอโรคภูมิแพ้ เพราะ คนเป็นกันมากเหลือเกินและเราต้องขาดดุลยารักษาโรคภูมิแพ้ ที่รักษาไม่หายสักที่ปีละมากมายมหาศาล หันมาลองกินขมิ้นชันกันดีกว่า

ฟ้า ทะลายโจร


ฟ้า ทะลายโจร ยาที่มีความหมายในตัวเองไม่น้อย เพราะแม้แต่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าฟ้าประทานมาให้ปราบโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งเปรียบเสมือน เหล่า โจรร้าย ส่วนในภาษาจีนกลาง ยาตัวนี้มีชื่ออย่างเพราะพริ้งว่า “ชวนซิเหลียน” แปลว่า “ดอก บัวอยู่ในหัวใจ” ซึ่งมีความหมายสูงส่งมาก วงการ แพทย์จีนได้ยก ฟ้าทะลายโจรขึ้นทำเนียบ เป็นยาตำราหลวงที่มีสรรพคุณโดดเด่นมากตัวหนึ่ง ที่สำคัญคือสามารถใช้เป็นยาเดี่ยวเพียงตัวเดียวก็มี ฤทธิ์แรงพอ ที่จะรักษาโรคได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในสมุนไพรตัวอื่น
สมุนไพรฟ้า ทะลายโจร ได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการหวัด และเสริมภูมิต้านทานดีกว่าการใช้ ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานอ่อนลง การรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจะช่วย กระตุ้น ภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่เป็นหวัดง่าย ร้อนในจะหายไป และสมุนไพรฟ้าทะลายโจรดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยัง ป้องกันตับ จากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้ล้มลุกสูง 1-2 ศอก ลำต้นสี่เหลี่ยมตั้งตรง แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ใบเรียวกว้างประมาณ 1 ซ.ม. ดอกออกเป็นช่อเล็กๆ สีขาว มีรอบประสีม่วง แดง กลีบดอกด้านบนมี 3 หยัก ด้านล่างมี 2 หยัก ผลเป็นฝักคล้ายฝักต้อยติ่ง เมล็ดสีน้ำตาลอ่อน ต้นและใบมีรสขมมาก ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ ราก ใบ ทั้งต้น
การปลูก ฟ้าทะลายโจร ทำได้หลายวิธีได้แก่

1. แบบหว่าน สิ้นเปลืองเมล็ด ให้ผลผลิตน้อย
2. แบบโรยเมล็ดเป็นแถว ประมาณ 50-100 เมล็ด ต่อ ความยาวร่อง 1 เมตร
3. แบบหยอดหลุม ระยะระหว่างต้น 20-30 ซม. ระหว่างแถว 40 ซม. หยอดเมล็ดหลุมละ 5-10 เมล็ด
4. ปลูกโดยใช้กล้า ให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าการปลูกโดย 3 วิธีแรก
การเก็บเกี่ยว
ช่วงที่พืชออกดอกนับตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบาน 50 % เพื่อให้มีปริมาณสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะมีอายุประมาณ 110-150 วัน

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
การทำความสะอาด นำฟ้าทะลายโจรมาล้างน้ำให้สะอาดตัดให้มีความยาว 3-5 ซม. ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาเกลี่ยบนกระด้งหรือถาดที่สะอาด
การทำให้แห้ง อบที่อุณหภูมิ 50 C. ใน 8 ชั่วโมงแรก ต่อไปใช้อุณหภูมิ 40-50 C. อบจนแห้งสนิท หรือตากแดดจนแห้งสนิท ควรคลุมภาชนะด้วยผ้าขาวบาง
สารสำคัญ
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายโจร มีสารสำคัญจำพวกไดเทอร์ปีนแลคโตน (diterpene lactones) หลายชนิด ได้แก่ แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดกราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดกราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydroandrographolide) วัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่ดีควรมีปริมาณแลคโตนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ ไม่ต่ำกว่า 6 % ไม่ควรเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นาน ๆ เพราะปริมาณสารสำคัญจะลดประมาณ 25 % เมื่อเก็บไว้ 1 ปี
ผลการศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในหลอดทดลอง พบว่า สารสกัดหรือสารสำคัญของฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ ทางยาหลายประการ ดังนี้
1. ฤทธิ์ลดการบีบหรือหดเกร็งตัวของทางเดินอาหาร
2. ฤทธิ์ลดอาการท้องเสีย โดยทำให้การสูญเสียน้ำทางลำไส้จากสารพิษของแบคทีเรียลดลง
3. ฤทธิ์ลดไข้และต้านการอักเสบ
4. ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
5. ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซทตามอล หรือเหล้า
6. ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
7. ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

ไขมันไม่อิ่มตัว

ไขมันไม่อิ่มตัว (Unsatuarated fatty acid) คือไขมันที่ธาตุคาร์บอนยังมีเหลือสามารถจับกับธาตุไฮโดรเจนได้ แบ่งออกเป็น
ก. กรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (Monounsaturated fatty acid) ได้แก่ กรดโอเลอิก (Oleic acid) เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสามารถสร้างได้เอง แต่ถ้ารับประทานเข้าไปมาก ก็ไม่ทำให้เกิดโรคหัวใจ และมีแนวโน้มที่จะช่วยลดไขมันในเลือดด้วย
ข. กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหลายตำแหน่ง (Polyunsaturated fatty acid) เป็นกรดไขมันที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เอง จำเป็นต้องรับจากอาหาร ไขมันที่สำคัญคือ Omega-3 (Alpha-linolenic acid) และ Omega-6 (linolenic acid)

ในหมู่ไขมันในอาหาร มีไขมันที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ จะเป็นไขมันที่อยู่ในกลุ่มไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันเหล่านี้อยู่ในอาหารอะไรบ้าง เรามาดูกัน

น้ำมันมะกอก olive oil
เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของกรดโอลิอิก (Oleic acid) ซึ่งจะไม่เพิ่มระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด และเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูล (Antioxidants) ช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยลดการทำลายหลอดเลือด ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน

น้ำมันจากเมล็ดพืช
น้ำมันคาโนลา (Canola oil) เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของ กรดโอลิอิก (Oleic acid) ซึ่งช่วยลดไขมันในเลือดชนิด LDL ที่เป็นคลอเรสเตอรอลที่ไม่ดีให้ลดลง และมีส่วนประกอบของOmega-3 และ Omega-6 ซึ่ง Omega-3 มีส่วนช่วยลดไขมันไตรกรีเซอไรด์ และลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ที่เป็นต้นเหตุให้เส้นเลือดหัวใจอุดตัน จึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

แต่นับว่าเป็นข่าวร้ายที่นัก วิจัยพบว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นที่เราใช้อยู่ปัจจุบันคือ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย มีส่วนของ omega-6 มากกว่า omega-3 ซึ่ง omega-6 นี้แม้จะมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่ถ้าได้รับมากเกินไป ก็เป็นต้นเหตุให้ความดันเลือดสูง ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดง่ายขึ้น ทำให้เกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ง่าย และทำให้ร่างกายบวมน้ำ ดังนั้นถึงแม้เราจะใช้ไขมันเหล่านี้ปรุงอาหาร ก็ควรหลีกเลี่ยงอย่าใช้มากเกินจำเป็น และหลีกเลี่ยงอาหารที่ใช้น้ำมันมาก เช่น ของทอด หรือผัด ควรทานอาหารประเภทต้ม หรือนึ่งมากกว่า

น้ำมันปลา fish oil
น้ำมันปลา (อย่าสับสนกับน้ำมันตับปลา) ในปลาทะเลได้แก่แซลมอน ทูน่า ซาดีน เฮอร์ริ่ง เป็นปลาที่มีกรดไขมัน omega-3 จากการศึกษาพบว่าการทานปลาเหล่านี้ สองครั้งต่อสับดาห์ จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้นและอารมณ์ดีขึ้น

ถั่วนัท (nut)
ได้แก่ ถั่วแอลมอนด์ วอลนัท พีนัท พีแคน จะมีไขมันไม่อิ่มตัวชนิด Monounsaturated fatty acid ช่วยลดปริมาณไขมัน LDL ได้ และในวอลนัท จะมีปริมาณ Omega-3 สูงด้วย แต่ในการทานถั่วนี้ ไม่ควรทานในรูปของ ถั่วคั่วใส่เกลือ เพราะมีพลังงานสูงและเกลือมากเกินไป

ถึงแม้ไขมันเหล่านี้ จะเป็นมิตรต่อสุขภาพ แต่ก็เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ดังนั้นการทานอาหารที่มีไขมันสูง ก็ต้องระวังเรื่องความอ้วนด้วย จึงไม่ควรทานมากเกินกว่าความต้องการของร่างกาย

น้ำมันรำข้าว

น้ำมันรำข้าว คือ น้ำมันพืชที่ผลิตจาก น้ำมันรำข้าวดิบsexy ซึ่งสกัดจากรำข้าว มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี ในกลุ่มโทโคฟีรอลประมาณ 19-40% และกลุ่มโทโคไตรอีนอล 51-81% และโอรีซานอล (Oryzanol) ซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า มีกรดไขมันอิ่มตัว 18% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid : MUFA) 45% กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid : PUFA) 37% น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C)

เป็นน้ำมันที่ได้จากกระบวนการพิเศษในการสกัดเอาสารสำคัญที่มี

ประโยชน์นานาชนิด ซึ่งมีอยู่ในเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (Seed Membrane Layer) และจมูกข้าว (Rice Germ) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกายหลายชนิด เช่น

• กลุ่มสารฟอสโฟไลฟิด (Phospholipids) เช่น เลซิติน (Lecithin) เซฟฟาลิน (Cephalin) ไลโซเลซิติน (Lysolecithin) ซึ่งมีความสำคัญในการนำไปสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง และช่วยป้องกันเซลล์ประสาท จากสารที่เป็นพิษและอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดความเครียด และช่วยเสริมสร้างในด้านความจำ

• กลุ่มเซราไมด์ (Ceramide) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น การเสริมสร้างเซราไมด์ให้เพียงพอ ทั้งโดยการรับประทานหรือการให้ทางผิวหนังในรูปการทาครีม หรือโลชัน จะช่วยรักษาผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยย่นก่อนเวลาอันควร นอกจากนี้เซราไมด์ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เทนเนอร์ (Whitener) ซึ่งสามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำบนผิวพรรณได้ดี และยังเป็นมอยเจอไรเซอร์ (Moisturizer) ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวอีกด้วย

• กลุ่มคอลโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล(Tocopherol) และโทโคไทรอีนอล (Tocotrienol) มีประโยชน์ต่อร่างกายในการสร้าง และซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกายและยังช่วยทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆช่วยต้านอนุมูล อิสระ ซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง

• กลุ่มกรดไขมันไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 6 และกรด ไลโนเลอิค (Linoleic Acid) หรือโอเมก้า 3 ที่เป็นกรดไขมันจำเป็น โดยมีอยู่ประมาณ 33%

• กลุ่มวิตามิน B - Complex ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น

• กลุ่มแกมมา - ออไรซานอล มีฤทธิ์ในการลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด และรักษาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังเป็นสารอนุมูลอิสระ และยังป้องกันแสงยูวีได้ เมื่อใช้กินหรือใช้ทา ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงมาก

เอกสารอ้างอิง

1. Juliano BO.ed. Rice : chemistry and technology, 2nd ed. Minnesota : American Association of Cerial Chemists. Inc., 1985, p.18

2. Sugano M.Tsu ji E. Rice bran oil and human heath, Biomed Environ Sci 1996: 9(2-3): 242-6.

3. Raghuram TC. Rukmini C. Nutritional significance of rice bran oil. Indian j Med Res 1995: 102: 241-4

4. Lichenstein AH et al. Rice bran oil consumption and plasma lipid levels in moderately hypercholesterolemic humans. Arterioscler Thromb 1994: 14(4): 549-56

5. Sugano M. Koba K. Tsuji E. Heath benefits of rice bran oil. Anticancer Res 1999: 19(5A): 3651-7.

6. Taniguchi H, Nomura E, Tsuno T, Minami S. 1999 Ferulic acid ester antioxidant/UV adsorbent. U.S. Pat. 5, 908, 615 Jun. 1.

7. Liu Y. 1987, Pharmaceutical composition for increasing immunity and decreasing side effects of anticancer chemotherapy. U.S. Pat. 4, 687, 761, Aug. 18.

8. Cherukuri RSV, Cheruvanky R. Lynch I. McPeak DL. 1999. Process for obtaining micronutrient enriched rice bran oil U.S. Pat, 5. 985, 344, Nov. 16.

9. Schmidt MA. Smart fats. Berkeley; Frog, Ltd., 1997, p.57

10. Hudson T, Womens’s encyclopedia of natural medicine. Los Angeles: Keals Publishing, 1999, p.112

11. Liebeman S. The real vitamin & mineral. 2nd ed. Honesdale: Paragon Press, 1997, p.76

12. Lane RH. Quershi AA. Saiser AS. 1997 Tocotrienols and tocotrienol-like compounds and methods for their use. U.S. Pat. 5. 591, 772 Jan. 7.

กรดไขมันโอเมกา-3

กรดไขมันโอเมกา-3 (ω-3 หรือ omega-3) ซึ่งเป็นโครงสร้างไขมันสำคัญในสมองและจอประสาทตา

ดร.อลัน ไรอัน จาก มาร์เท็ค ไบโอไซน์ส (Martek Biosciences) จะนำเสนอผลของการบริโภคกรดไขมันโอเมกา-3 ในเด็กอายุ 4 ขวบ ที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายิ่งมีระดับกรดไขมันโอเมกา-3 ในเลือดมากเท่าใด เด็กก็จะทำแบบทดสอบด้านการรับรู้ได้ดีเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าควรมีการผสมกรดไขมันโอเมกา-3 ในอาหารสำหรับเด็ก กรดไขมันโอเมกา-3 พบได้ในไขมันปลา แต่ผู้เชี่ยวชาญมากมายแนะนำว่าสตรีและเด็กควรบริโภคไขมันปลาในปริมาณจำกัด [1]

กรดไขมันโอเมกา-3 เป็นกลุ่มของกรดไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวสูง เป็นหนึ่งในกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty acid) ที่ร่างกายมนุษย์ขาดไม่ได้ ซึ่งในสูตรโครงสร้างโมเลกุลจะมีพันธะคู่อยู่ไม่น้อยกว่า 3 แห่ง โดยพันธะคู่แรกจะอยู่ที่ตำแหน่งของคาร์บอนตัวที่ 3 นับจากปลายโมเลกุลด้านที่มีกลุ่มเมธิล (methyl group) เข้าไป ส่วนพันธะคู่ต่อไปจะอยู่ตรงตำแหน่งคาร์บอนถัดไปครั้งละ 3 ตำแหน่ง สารสำคัญในตัวมันมี 2 ตัว คือ Eicosopentaenoic (EPA) และ Docosahexaenoic (DHA)

กรดไขมันโอเมกา-3 มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของสมอง ตับ และระบบประสาทเกี่ยวกับการพัฒนาเรียนรู้ รวมทั้งเกี่ยวกับเรตินาในการมองเห็น นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อโภชนาการและสุขภาพของคนเรา เช่น ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล และไตรเอธิลกลีเซอรอล (triethylglycerol) ในพลาสมา ควบคุมระดับไลโปโปรตีน (lipoprotien) และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบและหน้าที่ของเกล็ดเลือด จึงมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลดีในการลดอันตรายของโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือด โรคหัวใจและโรคซึมเศร้า โอเมกา-3 พบมากในปลาทะเล และ ปลาน้ำจืดบางชนิด

น้ำมัน ปลา


น้ำมัน ปลา

น้ำมันปลา (Fish oil) เป็นส่วน หนึ่งของไขมันที่สกัดจากส่วนหัวและส่วนเนื้อของปลา เช่น ปลาทูน่า ปลาทู และปลาซาร์ดีน ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญ คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัว ชนิด โอเมก้า 3 ซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเด่นๆ 2 ชนิด ได้แก่

- กรดดีโคซาเฮกซาอีโนอิก หรือ DHA ( Decoxahexaenoic Acid )

- กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก หรือ EPA ( Eicosapentaenoic Acid )

จากการศึกษาพบว่าการบริโภคน้ำมันตับปลาทะเลอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและสมอง ขาดเลือดได้ โดยการป้องกันการสะสมของไขมันใต้ผนังหลอดเลือดแดง (Arteroma)จากการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดและการป้องกันการแข็งตัวของ เลือด (Thrombosis) จากการเพิ่ม Thrombroxane A3 (TXA3)

น้ำมันปลาทะเล ที่ใช้ควรมีปริมาณ EPA สูงขนาดที่ใช้ประมาณ 3 กรัมต่อวัน และต้องบริโภคอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาทดลองในคนจำนวนมากเป็นเวลานานเพียงพอ จึงไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าการบริโภคน้ำมันปลาทะเลจะช่วยป้องกันการอุดตัน ของหลอดเลือดแดงได้และจะมีอันตรายในระยะยาวหรือไม่

DHA พบมากทีสมองและจอตาของสัตว์บกและคน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดบ่งบอกว่า DHA มีผลต่อสายตาและการเรียนรู้ในระยะยาว ถ้าจะเติม DHA ในผลิตภัณฑ์นมเลี้ยงทารกและเด็กเล็กต้องเติม AA (Arachidonic acid) โดยมีปริมาณอัตราส่วนของ DHA และ AA เท่ากับในนมแม่ ไม่ควรมี EPA และอัตราส่วน กรดไลโนเลอิก และกรดไลโนเลนิค ต้องเท่ากับในนมแม่

ไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้นที่แสดงว่าถ้าบริโภคน้ำมันปลาทะเลแล้วจะทำให้เด็กฉลาดมากขึ้นและทำ ให้ผู้สูงอายุมีความจำดีขึ้น

น้ำมันปลาทะเลอาจเป็นประโยชน์ในการลดการอักเสบ ( inflammatory ) และโรคที่เกี่ยวกับภูมิต้านทาน ( Immunologic disease ) เช่น SLE, rheumatoid arthritis เป็นต้นด้วยการที่ EPA ไปแทนที่ AA ยับยั้งการสังเคราะห์ cytokines ที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น IL-1,IL-2 และ TNF มีรายงานผลการศึกษาการบริโภคน้ำมันปลาทะเลวันละ 6 กรัม ซึ่งมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ประมาณ 2.6 กรัม นาน 12 เดือนในผู้ป่วย rheumatoid arthritis พบว่าผู้ป่วยมีอาการของข้อดีขึ้นและสามารถลดยาที่รักษาอยู่ได้โดยเปรียบ เทียบกับกลุ่มควบคุมที่บริโภคน้ำมันมะกอกวันละ 6 กรัมเช่นกัน
หัวข้อ

* ข้อ ควรระวังในการบริโภคน้ำมันปลา
* น้ำมัน ตับปลากับน้ำมันปลาต่างกันอย่างไร

ข้อควรระวังในการบริโภคน้ำมัน ปลา

1. เลือดออกง่าย(Excess Bleeding) เนื่องจากการลดการจับตัวของเกร็ดเลือด ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ที่รับประทาน Baby Aspirin เป็นประจำ

2. เพิ่มความต้องการวิตามินอี เนื่องจากร่างกายต้องนำวิตามินอีไปต้านอนุมูลอิสระที่เกิดจากปฏิกิริยา ออกซิเดชันของกรดไขมันไม่อิ่มตัว (PUFA) ดังนั้นถ้าร่างกายได้รับ Antioxidant ไม่เพียงพอในระยะยาวอาจส่งเสริมการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด เนื่องจากการเพิ่ม oxidize LDL

3. อาจเกิดโรคติดเชื้อได้ง่ายเนื่องจาก EPA กดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

น้ำมันปลาแม้จะมีประโยชน์ในการรักษาดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากน้ำมันปลาทะเลมีกลิ่นแรงและต้องใช้ขนาดสูง ผู้ป่วยมักรู้สึกผะอืดผะอมและปั่นป่วนในท้องมากจนต้องหยุดรับประทานไปในที่ สุด นอกจากนั้นยังอาจเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจึงควรบริโภคปลาทะเลแทนน้ำมันปลาทะเลในปริมาณสัปดาห์ละ 3 มื้อ มื้อละ100 กรัม


น้ำมันตับปลากับน้ำมัน ปลาต่างกันอย่างไร
• น้ำมันตับปลา (Cod liver oil) สกัดจากตับ ของปลาทะเล นิยมรับประทานเพื่อเสริมวิตามินเอ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเยื่อบุผิวให้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีวิตามินดี ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมรวมทั้งฟอสฟอรัสบริเวณลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้การสร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติ แต่หากได้รับวิตามินเกินขนาด โดยเฉพาะวิตามินเอและดี ก็อาจเกิดพิษจาก การสะสมวิตามินเกินความจำเป็น โดยมีอาการความดันในสมองสูง ปวดศีรษะ หิวน้ำ และปัสสาวะบ่อย ฯลฯ

• น้ำมันปลา (fish oil) เป็นน้ำมันที่สกัดจากเนื้อ หนัง หัว และหางปลาทะเล อาทิ ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันปลามีกรดไขมันที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างเองได้ โดยเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty Acid) หรือ PUFA 2 ชนิด ในกลุ่มโอเมก้า 3 คือ

- Eicosapentaenoic acid (EPA)
- Docosahexaenoic acid (DHA)

ปัจจุบัน วงการแพทย์ให้ความสนใจถึงความสัมพันธ์ของน้ำมันปลากับโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และสาเหตุการเกดโรคก็มาจากการที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจไหลเวียนไม่ สะดวกเพราะผนังหลอดเลือดหนาและแข็งขึ้นจากการเกาะตัวของโคเลสเตอรอล การอุดตันของเกร็ดเลือดที่รวมตัวกันส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมา เลี้ยง บางรายที่อาการรุนแรงอาจเสียชีวิตได้

ดังนั้นผู้ป่วย โรคนี้ จึงมักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้รับประทานน้ำมันปลา เพราะมีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือด และยังช่วยลดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดปัญหาโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือดได้เป็นอย่างดี
รับประทานน้ำมันปลาอย่างไรจึง จะปลอดภัย
1. บุคคลทั่วไป ควรรับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งอาหารที่มีกรด alpha – linolenic acid สูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง เมล็ดธัญญพืช เต้าหู้ เป็นต้น
2. ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานน้ำมันปลา ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน
3. ผู้ป่วยที่ต้องการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ควรรับประทานวันละ 2 – 4 กรัม

* ก่อนตัดสินใจรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย และพึงระวังว่าการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูง อาจทำให้ระดับวิตามินอีในร่างกายลดลง *

วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

คอลลาเจน

คอลลาเจนคืออะไร??

คอลลาเจนคือโปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักๆของชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่เป็นตัวประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกัน โดยโปรตีนชนิดนี้มีส่วนประกอบถึง 25% ถึง 35% ของจำนวนหน่วยโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย โดยมีมากที่สุดที่ผิวหนัง และ ประมาณ 1% ถึง 2% ที่ปะปนอยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อ การผลิตเจลลาตินในอาหารได้จากกรรมวิธี การย่อยหน่วยคอลลาเจนที่เรียกว่า Hydrolysis


หน้าที่ของคอลลาเจน

คอลลาเจนคือโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นสายยาว ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างจากสารโปรตีนโดยทั่วๆไปเช่นเเดียวกับเอนไซม์ สายเส้นใยของคอลลาเจนถูกเรียกว่า คอลลาเจน ไฟเบอร์ (Collagen Fiber) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นสายเกลียวที่มีหน่วยโมเลกุลเกี่ยวพันกันมากมาย โดยปกติทั่วไปผิวหนังที่มีคอลลาเจนเป็นโครงสร้างอยู่มากจึงมีแรงสปริงตัวและ ยืดหยุ่นได้ดีตามไปด้วย คอลลาเจนนั้นไม่ได้มีอยู่ที่ผิวหนังส่วนนอกเท่านั้น อวัยวะภายในร่างกายเองก็ คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ได้แก่ ผังผืด (Fascia), กระดูกอ่อน(cartilage), เส้นเอ็น(ligaments), ข้อต่อ (tendons),กระดูก (bone) สารคอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เคราติน Keratin

เคราติน Keratin, เคราตินมีหน้าที่สร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่น เมื่อสารเคราตินในชั้นผิวลดลง จึงเกิดริ้วรอยแห่งวัยขึ้นบนชั้นผิว, นอกจากนี้ เคราตินมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้ผนังหลอดเลือด ,มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่, รวมทั้งยังเป็นส่วนประกอบของเยื่อกระจกตาและเลนส์ตาด้วย

Hydrolyzed Collagen เองยังถูกใช้งานในแง่ของการลดน้ำหนักได้ด้วย เนื่องจากเป็นส่วนประกอบของโปรตีนจึงมีข้อดีในการช่วยเผาผลาญพลังงานลดไขมัน ส่วนเกิน


บทบาทคอลลาเจนในวงการอุตสาหกรรม

เมื่อนำคอลลาเจนมาผ่านกระบวนการ Hydrolyzed สารคอลลาเจนจะแตกตัวออกเป็นสารเชิงซ้อนของคอลลาเจนเปปไทด์แบบ Polyproline II (PPII) หรือลักษณะของเจลาตินที่นำมาเป็นส่วนผสมของอาหารนั่นเอง นอกจากการใช้เป้นอาหารแล้ว คอลลาเจนยังใช้เป็นส่วนประกอบของยา เครื่องสำอางค์ และฟีล์มถ่ายภาพเมื่อพิจารณาในแง่ของอุตสาหกรรมอาหารแล้ว สารคอลลาเจนไม่ได้ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่มีการประชาสัมพันธ์เชิงการค้าว่าผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมคอลลาเจนต่างแสดง คุณสมบัติของสินค้าว่าสามารถยับยั้งการเกิดริ้วรอยแห่งวัยและมีผลดีต่อ สุขภาพ ซึ่งยังไม่มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ออกมาสนับสนุนการโฆษณาในลักษณะนี้

คำ ว่าคอลลาเจน (Collagen) มีรากศัท์มาจากภาษากรีกจากคำว่า “Kolla” ที่แปลว่า กาว โดยเมื่อก่อนได้มีการทำกาวโดยการนำหนังและเอ็นม้ามาเคี่ยวจนกลายเป็นกาว ตามหลักฐานที่พบมีการใช้งานกาวลักษณะนี้มากว่า 8000 ปีแล้ว โดยใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตเชือกและตระกร้าสานเพื่อให้มีความแข็งแรง และมีการใช้งานภายในครัวเรือนทั่วไป กาวชนิดนี้เมื่อแห้งแล้วสามารถทำให้อ่อนนิ่มได้อีกโดยการให้ความร้อน เพราะกาวจากสิ่งมีชีวิตเป็น Thermoplastic ชนิดหนึ่งจึงมีการใช้งานได้หลากหลายโดยเฉพาะการผลิกเครื่องดนตรีเช่น ไวโอลีน กีตาร์ แม้กระทั่งเมื่อมนุษย์สามารถผลิตพลาสติกสังเคราะห์ได้แล้ว แต่ก็ยังมีการใช้งานกาวเจลาตินอยู่ทั่วไป


บทบาทคอลลาเจนในวงการแพทย์

คอลลาเจนมีการใช้งานอย่างกว้างขวางในวงการศัลยกรรมความงาม ศัลยกรรมกระดูก การจัดฟัน และวงการศัลยกรรมทั่วไป เป็นส่วนประกอบของผิวหนังสังเคราะห์ที่ใช้ในผู้ป่วยที่สูญเสียผิวหนังเนื่อง จากอุบัติเหตุไฟไหม้ ซึ่งใช้คอลลาเจนสังเคระห์จากผิวหนังของลูกวัว(Bovine), หรือจากหมู (Equine, Porcine) บางครั้งจะใช้ผิวหนังจากผู้บริจาค หรือใส้ซิลิโคนสังเคราะห์แทน

คอลลาเจนได้มีการจำหน่ายในลักษณะของ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่วนช่วยเคลื่อนไหว เนื่องจากคอลลาเจนเมื่อรับประทานเข้าไปจะย่อยสลายเป็นโปรตีนและกรดอะมิโนใน ที่สุด จึงช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอโดนวิธีรับประทานได้น้อยมาก ดังนั้น วงการแพทย์ในปัจจุบันจึงมีการใช้คอลลาเจนในแง่ของศัลยกรรมความงามมากที่สุด

วิธีที่จะเพิ่ม คอลลาเจนนั้น ทำได้หลายวิธี

  1. การฉีดคอลลาเจนโดยตรง จากแพทย์
  2. รับประทานอาหารที่ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี, วิตามินอี

แคลเซียมคาร์บอเนต

แคลเซียมคาร์บอเนต (อังกฤษ: Calcium carbonate) เป็นสารประกอบมีสูตรเคมีคือ CaCO3 แคลเซียมคาร์บอเนต ไม่ละลายในน้ำ แต่สามารถทำปฏิกิริยากับน้ำและ คาร์บอนไดออกไซด์แล้วกลายเป็นแคลเซียมไบคาร์บอเนต (ซึ่งมีสูตรเคมีคือ Ca (HCO3) 2) แคลเซียมไบคาร์บอเนตละลายในน้ำได้เล็กน้อย

ในธรรมชาติพบในรูปดังนี้:

* อะราโกไนต์ (Aragonite)
* แคลไซต์ (Calcite)
* ปูนขาว (Chalk)
* หินปูน (Limestone)
* หินอ่อน (Marble)
* ทราเวอร์ตีน (Travertine)

เมื่ออยู่ในกระเพาะจะเกิดปฏิกิริยาดังนี้

* CaCO3 + 2HCl →→2CaCl2 + H2O + CO2 (gas)

ยา ลดกรดมีดังนี้:

* อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminium hydroxide) (Amphojel®, AlternaGEL®)
* แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Magnesium hydroxide) (Phillips’® Milk of Magnesia)
* อะลูมิเนียมคาร์บอเนต (Aluminium carbonate) gel (Basajel®)
* แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate) (Tums®, Titralac®, Calcium Rich Rolaids®)
* โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate) (Bicarbonate of soda)
* ไฮโดรทัลไซต์ (Hydrotalcite) (Mg6Al2 (CO3) (OH) 16 · 4 (H2O) ; Talcid®)
* อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์และ แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์(Maalox®, Mylanta®)

อินนูลิน

อินนูลิน (Inulin)

อินนูลิน เป็นสารประเภท ฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ (หมายความว่าน้ำตาลที่นำมาต่อกันเป็นสายโซ่สั้นๆ) ลักษณะโมเลกุลของอินนูลินจะคล้ายๆกับเซลลูโลสครับ แต่ต่าง กันตรงที่

เซลลูโลสจะเป็น กลูโคส-กลูโคส-กลูโคส-กลูโคส-กลูโคส-...-กลูโคส

แต่อินนูลินจะเป็น ฟรุกโตส-ฟรุกโตส-ฟรุกโตส-ฟรุกโตส-...ฟรุกโตส ครับ

อินนูลินมีลักษณะ เฉพาะคือมีรสชาติที่หวาน คล้ายน้ำตาล จึงมักนำมาเป็นส่วนประกอบ ในอาหารประเภทอาหารหวาน ไอศกรีม

และไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหารจึง ไม่ให้พลังงานและไม่เพิ่มระดับน้ำตาลนั่นคือข้อได้เปรียบเมื่อใช้ แทนน้ำตาลครับ

แต่อย่างไรก็ตามคุณสมบัติอื่นๆของอินนูลินก็ไม่ได้แตก ต่างจาก "ใยอาหาร" อื่นๆเท่าใดนัก

ใยอาหารมี 2 ประเภทครับ ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ กับใยอาหารที่ละลายน้ำ

* ใยอาหารที่ไม่ ละลายน้ำเช่นผักใบเขียว ใยอาหารในข้าวซ้อมมือ จะช่วยให้คุณ
อิ่มและช่วยให้การทำงานของลำไส้เป็นปกติ


* ใยอาหารที่ละลายน้ำซึ่งจะช่วยให้การย่อยและการ ดูดซึมแป้งและน้ำตาลช้าลง
ครับ ซึ่งเป็นผลดีต่อระดับน้ำตาลน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวาน เช่น ถั่ว
ต่างๆ ส้ม แอปเปิ้ล


อินนูลินจัดเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำครับ

อาหารเสริมลด น้ำหนักที่ใส่อินนูลินเพิ่มเข้าไป ก็เป็นเพียงแค่ เพิ่มรสชาติหวาน โดยที่ไม่เพิ่มแคลอรี่เท่านั้น ในความคิดของผมแล้วอินนูลินเป็นเพียงเครื่องปรุงแต่งรสชาติ และเป็นใยอาหารอีกประเภทหนึ่งเท่านั้น

ผู้ผลิตอาหารเสริมลดน้ำหนัก มักจะโฆษณาว่า อินนูลินที่เป็นส่วนประกอบนั้นช่วยให้อิ่ม ช่วยในระบบขับถ่าย ช่วยดูดซับและขับสารพิษ ทำให้ผิวกระจ่างใส และป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะคุณสมบัตินี้ก็คือคุณสมบัติของใยอาหารที่พบในผักและผลไม้ และอินนูลินก็จัดเป็นใยอาหารชนิดหนึ่งเท่านั้นครับ

แทนที่จะรับ ประทานอาหารเสริมที่ใส่อินนูลินเพิ่มเข้าไป ผมคิดว่าเปลี่ยนมาเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารจากอาหารที่เรารับประทานอยู่ในชีวิต ประจำวันจะดีกว่าไหมครับ ซึ่งก็ทำให้อิ่ม ช่วยขับสารพิษ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ได้เช่นกัน

สารสกัดจากถั่วขาว

สารสกัดจากถั่วขาว (Phaseolamin)

ส่วนประกอบของอาหารเสริมที่ ตอนนี้กำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้คือกลุ่มของการใช้เอนไซม์ ซึ่งสกัดการย่อยแป้งครับ ในกลุ่มนี้ก็มีสารสกัดจากถั่วขาวด้วยเช่นกัน

สารสกัด จากถั่วขาวหรือ ฟาซีโอลามิน ( Phaseolamin ) เป็นสารที่บริษัทอาหารเสริมคาดหวังว่าจะเป็นสารที่ยับยั้ง แอลฟา-อไมเลสครับ ซึ่งสร้างมาจากตับอ่อนและทำหน้าที่เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลกลูโคส ก่อนที่จะดูดซึม ดังนั้นการยับยั้งเอนไซม์นี้จึงเป็นความคาด หวังว่าน่าจะทำให้ร่างกายดูดซึมแป้งน้อยลงครับ

เป็นความจริงหรือที่การยับยั้งเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยแป้งจะทำให้ เราดูดซึมแป้งและน้ำตาลน้อยลงและทำให้เราผอมลง ?

เคยมี การทดลองในหนูครับ เปรียบเทียบกับระหว่าง หนูที่ไม่ให้สารที่ยับยั้งเอนไซม์ ,หนูที่ให้สารที่ยับยั้ง เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยแป้งได้มากถึง 50% เปรียบเทียบกับ หนูที่ให้สารที่ยับยั้งเอนไซม์ที่สามารถย่อยแป้งได้ถึง 100%

โดย ให้รับประทานอาหารเหมือนๆกันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ไม่พบความแตกต่างในเรื่องของน้ำหนักของหนูแต่ละกลุ่ม แต่ว่าหนูทั้ง3 กลุ่มมีการขับถ่ายสังกะสีและทองแดงไม่เท่ากัน โดยหนูที่ได้รับสารที่ยับยั้งเอนไซม์มากก็จะสูญเสียสังกะสีและทอง แดงไปกับอุจจาระไปมากกว่าครับ

แล้วก็ มีอีกการทดลองซึ่งทำในสุนัข 8 ตัว แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานสารที่ยับยั้งเอนไซม์ อะไมเลส 1.5 กรัม อีกกลุ่มไม่ให้ครับ เป็นระยะเวลานาน 9สัปดาห์ โดยให้รับประทานอาหารเหมือนๆกัน

แม้ว่าจะมีแป้งหลงเหลือที่ไม่ ได้ถูกย่อยเหลือมาถึงลำไส้เล็กส่วนปลาย และพบว่าแป้งดูดได้น้อย กว่าในกลุ่มที่ให้สารที่ยับยั้งเอนไซม์อะไมเลส พบว่าน้ำหนักของสุนัขไม่แตกต่างกันเลยครับ แต่ช่วยให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้เท่านั้น

อีก การทดลองครับ เป็นการทดลองโดยใช้สารสกัดจากถั่วขาว ไม่พบว่าสารสกัดจากถั่วขาวช่วยในเรื่องของการป้องกันการย่อยและการดูดซึมของแป้งใน มนุษย์

การทดลองนี้ทำโดยการให้รับประทานแป้ง 100 กรัม(400 กิโลแคลอรี่) แล้ววัดแคลอรี่ที่หลงเหลือมากับอุจจาระครับ

ถ้า สารสกัดจากถั่วขาวสามารถยับยั้งการย่อยและการดูดซึมของแป้งได้จริง ต้องมีส่วนที่เป็นแป้งติดมากับอุจจาระถูกต้องไหมครับ

แต่ ผลการทดลองนี้สรุปว่า สารสกัดจากถั่วขาว ไม่ช่วยในเรื่องของการป้องกันการย่อย
และการดูดซึมของแป้งครับ เพราะว่าแทบจะไม่เหลือแคลอรี่จากแป้งปนมากับ
อุจจาระเลย

มีการทดลองที่นำคนอ้วน 50 คน เปรียบเทียบระหว่างสารสกัดจากถั่วขาว 1500มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (สังเกตนะครับว่าใช้ปริมาณที่สูงมาก) กับไม่ได้รับ (ได้เป็นยาหลอก) เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์

พบว่าในกลุ่มที่ได้รับ สารสกัดจากถั่วขาวลดน้ำหนักได้ประมาณ 1.7 กิโลกรัม และกลุ่มที่ ไม่ได้รับลดน้ำหนักได้ประมาณ 0.7 กิโลกรัม ร่วมกับมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดที่ลดลง

แต่ว่าน่าเสียดายครับ การทดลองนี้กลับไม่มีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเนื่อง จากกลุ่มตัวอย่างน้อยเกินไป ซึ่งการทดลองนี้ควรมีกลุ่มตัวอย่างสัก 150 คนครับการทดลองนี้จึงมีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญ

การทดลองนี้ครับ เป็นการทดลองนำอาสาสมัครมา 60 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับสารสกัดจากถั่วขาว 445 มิลลิกรัมก่อนอาหารมื้อที่มีแป้งมาก อีกกลุ่มหนึ่งได้รับยา หลอก (ไม่ได้รับ) แล้วให้รับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ควบคุมแคลอรี่ให้ได้ประมาณ 2000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ผลปรากฎว่าในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากถั่วขาวสามารถลดน้ำหนัก ได้เฉลี่ย 2.9 กิโลกรัม ซึ่งลดน้ำหนักได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับไม่ได้รับ 0.3 กิโลกรัม

ให้ระวังครับ การทดลอง 2 ครั้งหลังนี้ใช้อาหารเสริมยี่ห้อ "Phase 2" ซึ่งมีส่วนประกอบ อื่นๆนอกเหนือจากถั่วขาว เช่น แคลเซียมฟอสเฟต 20% เซลลูโลส 10% vitamin B3 7% โครเมียมพิโคลิเนต 0.5 มิลลิกรัม ครับ ดังนั้นผลลัพธ์อาจไม่ใช่จากสารสกัดจากถั่วขาวเพียงอย่างเดียว

และ จุดที่ให้สังเกตอีกข้อครับ คือเรื่องสารสกัดจากถั่วขาว จากการทดลองจะใช้ปริมาณสารสกัดจากถั่วขาวไม่ต่ำกว่า 445 มิลลิกรัมครับ ซึ่งแปลว่าถ้าใช้สารสกัดจากถั่วขาวในปริมาณที่น้อยกว่านี้อาจ ไม่ได้ผล และทำให้คุณเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์

คุณไม่มีทางรู้หรอก ครับว่าอาหารเสริมที่คุณรับประทานอยู่ใช้สารสกัดจากถั่วขาวมากเท่า ไหร่ เพราะบริษัทอาหารเสริมส่วนใหญ่ไม่เคยเขียนปริมาณของส่วนประกอบไว้บนฉลาก คุณอาจได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอสำหรับการลดน้ำหนักก็ได้ครับ

มีการทดลองหนึ่งทำในสิงหาคม 2007 นำอาสาสมัคร 25 คนที่อ้วน มาแบ่งเป็น 2 กลุ่มกลุ่มหนึ่ง ให้สารสกัดจากถั่วขาว 1000 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง อีกกลุ่มหนึ่งไม่ให้ แล้วให้ควบคุมอาหารและออกกำลังกายพอๆกัน เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ก็พบว่าน้ำหนักลดลงไม่แตกต่างกัน นั่นคือสารสกัดจากถั่วขาวอาจไม่มีประโยชน์ในการที่จะช่วยควบคุม น้ำหนัก

เอาล่ะครับ ถึงตอนนี้ผมสรุปว่าสารสกัดจากถั่วขาวยังมีข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันอยู่ มีทั้งข้อมูลที่สนับสนุนและคัดค้านครับ และส่วนใหญ่คัดค้านครับ

คุณว่ามีอะไรแปลกๆไหมครับ คุณรับประทานอาหารประเภทแป้งเข้าไป แล้วก็รับประทานอาหาร เสริมเพื่อยับยั้งมัน

ถ้าคุณต้องเสียเงินเพื่อซื้ออาหารเสริมสำหรับ การยับยั้งการย่อยและดูดซึมแป้งแล้วล่ะก็ ทำไมคุณจึงไม่ลด ปริมาณอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่คุณรับประทานลงล่ะครับ หรือ เปลี่ยนข้าวเป็นข้าวซ้อมมือ ใยอาหารจะช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลให้ช้าลงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว น่าจะเป็นหนทางเลือกที่ดีกว่า ประหยัดกว่า และส่งผลต่อสุขภาพได้มากกว่าด้วยครับ

สารสกัดจากกระบองเพชร

ประโยชน์ของสารสกัดจากกระบองเพชร
“คง ไม่มีใครปฏิเสธว่า การมีสุขภาพที่แข็งแรง รูปร่างสมส่วน เป็นลาภอันประเสริฐที่สุด " แต่การได้มาซึ่งรูปร่างที่สมส่วน ช่างเป็นเรื่องยากเย็น เพราะสาเหตุของ “ความอ้วน ”... “คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การมีสุขภาพที่แข็งแรง รูปร่างสมส่วน เป็นลาภอันประเสริฐที่สุด " แต่การได้มาซึ่งรูปร่างที่สมส่วน ช่างเป็นเรื่องยากเย็น เพราะสาเหตุของ “ความอ้วน ”...
ความ อ้วนและไขมันส่วนเกิน เกิดจากพฤติกรรมตามใจปากของคนไทยในปัจจุบัน ทำให้เกิดไขมันสะสมพอกพูน ผลร้ายที่ตามมาเหมือนเงาตามตัว ซึ่งความอ้วนส่งผลกระทบต่อทั้งด้านจิตใจและร่างกาย แล้วจะมานั่งกลุ้มใจอยู่ทำไม ได้เวลาทำให้ตัวเองกลับมามีรูปร่างที่ผอม เพรียว ด้วยวิธีที่แสนง่ายกว่านั้น เพียงใช้เวลานิดเดียว ด้วยสารอาหารที่ได้รับการยอมรับจากนักโภชนาการทั่วโลกว่าสามารถช่วยลด น้ำหนักและกระชับรูปร่างอย่างได้ผลด้วย สารสกัดจากกระบองเพชรเข้มข้นผสมไคโตซาน

กระบองเพชรเป็นพืชพื้นเมืองที่มีแหล่งกำเนิดในแถบทะเลทราย และชาวพื้นเมืองประเทศ เม็กซิโกได้ให้ความสำคัญกับกระบองเพชรเป็นย่างมาก สังเกตได้จาก ธงชาติของเม็กซิโกจะมีรูปต้นกระบองเพชรอยู่ด้วย และจากภูมิปัญญาชาวบ้านยังใช้ในการดูแลสุขภาพ และช่วยลดความอยากอาหารควบคุมน้ำหนักมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยประโยชน์นี้นักวิจัยและนักโภชนาการจึงได้พัฒนาคิดค้นด้านสายพันธุ์และทำ การวิจัยคิดค้นมากมายจนพบว่า กระบองเพชรอุดมด้วยคุณค่าสารอาหารมากมาย ที่มีประโยชน์ในการลดน้ำหนัก ,ลดไขมันและโคเลสเตอรอล,ลดระดับน้ำตาลและช่วยต่อต่านอนุมูลอิสระได้ด้วย

กลไกการทำงานของกระบองเพชร
-ช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย
-ช่วยสลายไขมันเก่า
-ไฟเบอร์คุณภาพสูง
-กรดอะมิโน,บี3,ไฟเบอร์ ช่วยลดโคเลสเตอรอลLDL,ไตรกลีเซอไรด์ ต่อต้านอนุมูลอิสระ
-อุดมด้วยวิตามิน ซี,เอ ลดระดับน้ำตาล
-ควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือด
-กรดอะมิโนที่จำเป็นลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์


1 . ยับยั้งการสร้างไขมัน ลดความอยากอาหาร อิ่มนาน ไม่หิวบ่อย
สารสกัดจากกระบองเพชร ( Cactus Extract)
กระบองเพชรเป็นพืชที่มีต้นกำเนิดแถบทะเลทราย ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ใช้สร้างไขมัน พร้อมทั้งกระตุ้นให้ร่างกายนำไขมันสะสมมาเผาผลาญได้ดีขึ้น และยังอุดมด้วยเส้นใยคุณภาพสูง ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด อุ้มน้ำได้ดี จึงช่วยลดความอยากอาหาร ช่วยให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ ป้องกันโรคริดสีดวง
2 .ดักจับไขมัน ล้างพิษขจัดของเสีย
ไคโตซาน (Chitosan)
สารสกัดจากเปลือกสัตว์ทะเลกุ้งและปูให้สารสกัด ไคโตซาน ซึ่งมีประจุเป็นบวก ช่วย ดักจับไขมัน ที่มีประจุเป็นลบ ในระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะในกระเพาะอาหาร ที่มีสภาพเป็นกรด ป้องกันการดูดซึมของไขมันส่วนเกินจึงมีผลลดและควบคุมน้ำหนักได้ และยังช่วยล้างพิษของลำไส้ และจากการศึกษา การรับประทานไคโตซาน วันละ 1,350 มก.ต่อวัน ในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 80 ราย พบว่า เพียง 4 สัปดาห์ ระดับไขมันและของเสียในเลือดลดลง อย่างมีนัยสำคัญ
3.เร่งการเผาผลาญน้ำตาลลดการสะสมไขมัน
สารสกัดจากผลส้มแขก (Garcinia Cambogia Extract )
สารสกัดจากผลส้มแขกให้สารสกัด ชื่อ Hydroxy citric acid (HCA) จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ที่เปลี่ยนน้ำตาลไห้เป็นไขมัน ดังนั้น จึงช่วยลดการสะสมของไขมัน และยังช่วยให้อิ่มเร็ว รับประทานอาหารตามได้น้อยอีกด้วย
4.ช่วยให้อิ่มเร็ว ช่วยระบาย ป้องกันริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่ ไซเลียม ฮัชค์ ( Psyllium husks) เส้นใยจากพืชธรรมชาติ มีลักษณะพิเศษพองตัวเหมือนเมือก ทำให้ช่วยดูดซับไขมันที่มาพร้อมอาหาร อุจจาระมีลักษณะลื่น ขับถ่ายสะดวก
สารสกัดจากผลแอปเปิล (Apple Extract)
สารสกัดจากแอปเปิล อุดมด้วยเส้นใยคุณภาพ ช่วยลดความอยากอาหาร ชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ลดการสะสมไขมันใหม่
เซลลูโลส(Cellulose)
เส้นใยจากพืชธรรมชาติ ช่วยดูดซับไขมัน โคเลสเตอรอลพร้อมขับถ่ายออกจากร่างกาย พร้อมยังช่วยให้อิ่มเร็ว ไม่หิวบ่อย
เอะคาเซียกัม (Acacia gum)
เส้นใยชนิดพิเศษ ช่วยอุ้มน้ำเพิ่มปริมาณกากใยในกระเพาะช่วยทำให้อิ่มเร็ว ช่วยเรื่องระบบการขับถ่าย ป้องกันโรคริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่
5.ซ่อมแซมลำไส้ ต้านอนุมูลอิสระ เร่งการเผาผลาญ
ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid)
สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ในระบบทางเดินอาหาร บำรุงผิวให้สวยสดใส ต้านแก่ก่อนวัย วิตามิน ซี วิตามิน บี 6 (Vitamin C , Vitamin B 6) เร่งระบบการเผาผลาญของร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูสุขภาพร่างกายและเสริมผิวให้แข็งแรง บำรุงระบบประสาท
สารสกัดจากมะขามป้อม (Emblic Extract)
อุดมด้วยวิตามิน ซี สูง ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างผิวให้แข็งแรง ต่อต้านริ้วรอย และยังมีฤทธิ์ช่วยระบายอ่อนๆ
โอลิโกฟรุกโตส (Oligofrutose)
เส้นใย “พรีไบโอติก ” เป็นอาหารของจุลินทรีย์ในลำไส้ ช่วยเสริมการทำงานของลำไส้ ให้ทำงานปกติ เพื่อการขับถ่ายที่เป็นปกติ

กาแฟ

กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่ทำจากเมล็ดกาแฟคั่วซึ่งได้จากต้นกาแฟ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับชาและน้ำ กาแฟเป็นสินค้าธรรมชาติที่มีการซื้อขายกันมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากปิโตรเลียมเท่านั้น

มนุษย์เริ่มบริโภคกาแฟตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 9 เมื่อถูกค้นพบตามที่ราบสูงในเอธิโอเปีย จากนั้นก็แพร่กระจายไปยังอียิปต์และเยเมน แลเมื่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 กาแฟก็เดินทางไปถึงอาเซอร์ไบจาน เปอร์เซีย ตุรกีและแอฟริกาเหนือ จากโลกมุสลิม กาแฟก็เดินทางไปยังอิตาลี จากนั้นไปยังส่วนที่เหลือของยุโรป อินโดนีเซียและทวีปอเมริกา

กาแฟมีส่วนสำคัญในสังคมหลายแห่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ในแอฟริกาและเยเมน กาแฟเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา ดังนั้นคริสตจักรเอธิโอเปียจึงสั่งห้ามบริโภคกาแฟจนกระทั่งถึงรัชสมัยของ จักรพรรดิมีนีลิคที่ 2 แห่งเอธิโอเปีย กาแฟถูกสั่งห้ามในจักรวรรดิออตโตมาน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง และได้รับความร่วมมือจากกิจกรรมทางการเมืองหัวรุนแรงในทวีปยุโรป

กาแฟเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของโลก ในปี ค.ศ. 2004 กาแฟเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีการส่งออกมากเป็นอันดับที่หกของโลก เป็นสินค้าการเกษตรส่งออกที่ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในจำนวน 12 ประเทศ และในปี ค.ศ. 2005 กาแฟเป็นพืชที่มีการส่งออกนอกประเทศมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 7 ทั่วโลก

กาแฟได้รับการโต้เถียงอย่างมากในด้านการเพาะปลูกต้นกาแฟและผลกระทบกับ สิ่งแวดล้อม และมีการศึกษาจำนวนมากที่ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกาแฟกับข้อ จำกัดทางยาอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่ากาแฟให้คุณหรือให้โทษกันแน่

ประวัติ

ดูบทความหลักที่ ประวัติกาแฟ

เหนือประตูของร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองไลป์ซิกมีประติมากรรมรูปชายในชุด พื้นเมืองตุรกีกำลังรับถ้วยกาแฟจากเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

เชื่อกันว่ากาแฟถูกค้นพบครั้งแรกโดยเด็กเลี้ยงแพะชาวอาบิสซีเนีย ที่ชื่อว่า คาลดี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9[2] จากการสังเกตพบว่า แพะดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นเมื่อกินเมล็ดกาแฟป่า[13] จากเอธิโอเปีย กาแฟได้แพร่กระจายไปยังอียิปต์และเยเมน[14] และในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 กาแฟได้แพร่ไปทั่วตะวันออกกลางทั้งหมด รวมทั้ง เปอร์เซีย ตุรกีและแอฟริกาเหนือ

ในปี ค.ศ. 1583 เลโอนาร์ด เราวอล์ฟ แพทย์ชาวเยอรมัน ได้บรรยายถึงกาแฟหลังจากท่องเที่ยวในดินแดนตะวันออกใกล้เป็นเวลากว่าสิบปีไว้ว่าดังนี้:[15]
“ เครื่องดื่มที่มีสีดำเหมือน หมึก ใช้รักษาโรคภัยได้หลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับท้อง ผู้ดื่มจะดื่มในตอนเช้า มันเป็นการนำน้ำและผลไม้จากไม้พุ่มที่เรียกว่า bunnu ”

ในช่วงก่อนศตวรรษที่ 16 กาแฟถูกปลูกโดยชาวอาหรับเท่านั้น ชาวอาหรับหวงแหนพันธุ์กาแฟมาก แต่ในที่สุดเมล็ดกาแฟก็ออกมาสู่โลกกว้าง เนื่องจากการค้าขายระหว่างเวนิซกับแอฟริกาเหนือ อียิปต์และตะวันออกกลางที่เจริญขึ้น ทำให้อิตาลีได้รับสินค้าใหม่ ๆ เข้ามา ซึ่งรวมไปถึงกาแฟด้วย หลังจากนั้น กาแฟก็ได้แพร่กระจายไปทั่วยุโรป เนื่องจากได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องดื่มของคริสเตียนโดยสมเด็จพระสันตะปาปาคลีเมนต์ที่ 8 ในปี ค.ศ. 1600 แม้ว่าจะมีการร้องเรียนให้ยกเลิก "เครื่องดื่มมุสลิม" ก็ตาม ร้านกาแฟแห่งแรกในทวีปยุโรปเปิดในอิตาลีในปี ค.ศ. 1645[3] ชาวดัตช์เป็นชนชาติแรกที่นำเข้ากาแฟเป็นจำนวนมาก และฝ่าฝืนข้อห้ามของอาหรับเกี่ยวกับการส่งออกพืชและเมล็ดที่ยังไม่ได้คั่ว เมื่อ Pieter van den Broeck ลักลอบนำเข้ากาแฟจากเอเดนไปยังยุโรปในปี ค.ศ. 1616[16] ในภายหลังชาวดัตช์ยังได้นำไปปลูกในเกาะชวาและซีลอน[17] ซึ่งผลผลิตกาแฟจากเกาะชวาสามารถส่งไปยังเนเธอร์แลนด์ได้ในปี ค.ศ. 1711[18] และด้วยความพยายามของบริษัท อินเดียตะวันออกของอังกฤษ ทำให้กาแฟได้รับความนิยมในประเทศอังกฤษเช่นเดียวกัน กาแฟเข้าสู่ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1657 และเข้าสู่ประเทศออสเตรียและโปแลนด์ หลังจาก ยุทธการแห่ง เวียนนา เมื่อปี ค.ศ. 1683 หลังจากที่ทหารสามารถยึดเสบียงของทหารออตโตมานเติร์กที่พ่าย แพ้ในการรบครั้งนั้น

หลังจากนั้น กาแฟได้เข้าสู่ทวีปอเมริกาเหนือในช่วงของยุคอาณานิคม แต่ว่าไม่ได้รับความนิยมมากเท่ากับในทวีปยุโรป อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงครามปฏิวัติอเมริกัน ปริมาณความต้องการกาแฟได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนพวกพ่อค้ากักตุนสินค้า เอาไว้และปั่นราคาขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งบางส่วนเป็นผลมาจากการที่พ่อค้าชาวอังกฤษไม่สามารถนำเข้าชาได้ มากนัก[20] หลังจากสงครามปี 1812 ในช่วงที่อังกฤษงดการนำเข้าชาเป็นการชั่วคราว ชาวอเมริกันจึงหันมาดื่มกาแฟแทน และมีปริมาณความต้องการสูงมากในช่วงสงครามกลาง เมืองอเมริกัน ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาของเทคโนโลยีการต้มเหล้าทำให้กาแฟกลายเป็นสินค้ายอดนิยมในสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน

ชีววิทยา
ต้นกาแฟเป็นพืชพื้นเมืองเขตร้อนแถบแอฟริกาและเอเชียใต้[22] กาแฟถูกจัดให้อยู่รวมกับพืชมีดอก ของวงศ์ Rubiaceae ถูกจัดเป็นต้นไม้ประเภทไม่ผลัดใบ ต้นกาแฟสามารถสูงได้ถึง 5 เมตรถ้าไม่เล็มออก ใบของต้นกาแฟมีสีเขียวเข้มและเป็นมัน ขนาดโดยเฉลี่ยยาว 10-15 เซนติเมตร และกว้าง 6 เซนติเมตร ดอกของต้นกาแฟมีสีขาว มีกลิ่นหอม และจะบานพร้อมกันทั้งต้น ผลกาแฟมีลักษณะรียาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร[23] ผลกาแฟอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อสุก สีของเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเมื่อนำไปผึ่งให้แห้ง สีของเมล็ดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มและสีดำในที่สุด ผลกาแฟแต่ละผลจะมีเมล็ดอยู่สองเมล็ด แต่ผลกาแฟประมาณ 5-10% จะมีเมล็ดเพียงเมล็ดเดียว[24] เมล็ดจำพวกนี้จะเรียกว่า พีเบอร์รี่[25] โดยปกติแล้ว ผลกาแฟจะสุกภายในเจ็ดถึงเก้าเดือน

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

L-Carnitine

เนื่องจากไปฝึกงานซะ 2 เดือนไม่ได้เข้ามาโพสในเวปนี้เลย ตอนไปฝึกงานเจอเพื่อนที่เล่นเพาะกาย ก็เลยได้นั่งคุยกันเรื่องอาหารที่เพื่อนานบอกได้เลยว่า ทานเยอะมาก แถมบางคนยังใช้สารพวก Anabolic steroid เพื่อเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ แต่ก็มีอยู่ตัวนึงที่น่าสนใจก็เลยหาข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง นั่นคือ "L-Carnitine"
แอล-คาร์นิทีนเป็นรูปที่ออกฤทธิ์ของกรด อะมิโนชนิดคาร์นิทีนซึ่งผลิตจากตับและไต ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะหัวใจวาย ช่วยเพิ่มการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ และเพิ่มขบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกาย เรามักใช้เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกิน ของร่างกายและใช้ร่วมในโปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก
เราพบคาร์นิทีนมากใน กล้ามเนื้อหัวใจและกล้ามเนื้อลาย ซึ่งจำเป็นต่อขบวนการเผาผลาญไขมัน โดยช่วยพาไขมันเข้าสู่ไมโตคอนเดรียของเซลล์ (Mitochondria ส่วนของเซลล์ที่ผลิตพลังงานให้แก่เซลล์) ผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจจะมีระดับของคาร์นิทีนต่ำ ซึ่งสมควรรับประทานคาร์นิทีนเสริม นอกจากนี้เรายังพบว่าการให้คาร์นิทีนเสริมจะช่วยป้องกันโอกาสเกิด ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ นอกจากนี้แอล-คาร์นิทีนยังช่วยสลายไขมันซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเซลล์ อสุจิ มีการศึกษามากมายที่สนับ- สนุนว่าคาร์นิทีนเพิ่มการผลิตเซลล์อสุจิและเพิ่มการเคลื่อนที่ของเซลล์ด้วย แต่ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่า คาร์นิทีนเพียงตัวเดียวจะช่วยลดภาวะเสื่อมสมรรถภาพในผู้ชายได้
เนื้อแดง และนมสดเป็นแหล่งที่ดีของคาร์นิทีน ร่างกายเราสามารถสังเคราะห์คาร์นิทีนจาก กรดอะมิโนชนิดไลซิน (Lysine พบมากในถั่วฝักและอัลฟัลฟา) และกรดอะมิโนชนิดเมไธโอนีน (Methionine พบมากในธัญพืชและผักใบเขียว) ได้เช่นกัน ผู้ที่มีปัญหาของกล้ามเนื้อหัวใจอาจรับประทานคาร์นิทีน วันละ 2-6 กรัม โดยแบ่งรับประทานวันละ 2 หรือ 3 ครั้ง ในผู้ที่เริ่มเสื่อมสมรรถภาพควรรับประทาน วันละ 2 กรัม ติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน (เซลล์อสุจิใช้เวลา 74 วันจึงจะโตเต็มที่)

L-Glutathione

L-Glutathione เป็น Amino Acid ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองในร่างกาย แต่มีปริมาณน้อยอาจไม่เพียงพอในการนำไปสร้างเป็น Enzyme Glutathione Peroxidase ซึ่งเป็นสาร Antioxidants ป้องกันการเกิดของ Free Radicals และป้องกันการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายโดยเฉพาะเซลล์ตับ นอกจากนี้ยังมีส่วนสำคัญในการขับล้างสารพิษในกระแสเลือดให้กลายเป็นสารที่ ไม่อันตรายและขับออกจากร่างกายทางตับ (Detoxifocation)อย่างไรก็ตามเราสามารถเพิ่มระดับของกลูต้าไทโอน ในร่างกายได้ง่ายๆ โดยการรับประทาน L-Glutathione เข้าไปโดยตรง หรือ รับประทานสารอาหารที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้าง กลูต้าไทโอน เช่น Alpha Lipoic Acid และ N-Acetylcysteine ให้มากขึ้น หรือ การรับประทาน antioxidants อื่น เช่น Vitamin C เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเก็บ กลูต้าไทโอน ที่ตับให้มากขึ้น

หน้าที่ หลักของสารตัวนี่ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ

Detoxification : กลูตาไทโอนช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกาย ที่ช่วยในการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยไปเปลี่ยนสารพิษชนิดไม่ละลายในน้ำ (ละลายในน้ำมัน) เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง แม้แต่ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันตับ1 จากการถูกทำลายโดย แอลกอฮอล์ (สุรา) สารพิษจากบุหรี่ ยาพาราเซตามอลเกินขนาด นอกจากนี้กลูตาไทโอน ช่วยควบคุมการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน เมื่อร่างกายได้รับ Tyrosinase ในปริมาณที่เหมาะสมจะควบคุมการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน ส่งผลให้เม็ดสีมีอ่อนลง
Antioxidant : กลูตาไทโอนมีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น (Antioxidant) ที่มีความสำคัญตัวหนึ่งในร่างกาย และหากขาดไป วิตามินซีและอี อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่
Immune Enhancer : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้ม กันในร่างกาย2 โดยกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายต่อต้านสิ่งแปลกปลอม รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส นอกจากนี้กลูตาไทโอน ยังช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA สร้างโปรตีน

แหล่งที่พบ : พบสารชนิดนี้ได้ในพืชผัก ชนิดต่างๆ ผลไม้ทั่วไปและเนื้อสัตว์ แต่จะพบมากใน Asparagus อะโวกาโด และ Walnut ร่างกายเราก็สามารถสร้างกลูตาไทโอนได้และมีสารหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มการสร้าง ได้แก่ Alpha lipoic acid, Glutamine3, Methionine, Whey Protein, Vitamin B-6, Vitamin B-2 , Vitamin C4 และ Selenium

ภาวะ การขาด :
โดยปกติแล้วร่างกายเราจะไม่ขาดกลูตาไทโอน นอกเสียจากจะเป็นโรคบางชนิดที่ทำให้เกิดความต้องการสารตัวนี้มากขึ้น หรือโรคที่ต้านการสร้าง Glutathione5 โรคหรืออาการบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการขาด สารนี้หรือต้องการสารนี้ในปริมาณเพิ่มขึ้น ได้แก่ โรคตับ เบาหวาน โรคความดัน6 ต้อหิน มะเร็ง7 เอดส์ ฯลฯ ในผู้ที่สูบบุหรี่จัดจะพบว่ามีระดับกลูตาไทโอน ในเลือดต่ำ เนื่องจากอัตราในการใช้กลูตาไทโอน เพิ่มขึ้น

ถึงทุกวันนี้ยังไม่พบผลข้าง เคียงหรือปฏิกิริยาระหว่างยาของกลูตาไทโอนชนิดรับประทานและไม่มีผลต่อการ เพิ่มน้ำหนัก แต่หากปริมาณกลุต้าในกระแสเลือดลดลง รวมทั้ง ไม่ป้องกันแสงแดดสีผิวก็จะกลับมาเหมือนเดิม

- ทราบหรือไม่กลูต้าไธโอนยังมีส่วนช่วยในการแก้อาการเมาค้างได้อีกด้วย


โปรดระวัง!!!!

ของปลอมอ้างว่าเป็น กลูต้าไธโอน แต่จริง ๆ แล้วเป็น Transminที่ใช้ในการห้าม เลือด ยานี้ทานแล้วผิวขาว แต่อาจมีอันตราย เพราะใช้ในการห้ามเลือด วิธีทดสอบ ลองแกะชิมดูก็ได้ กลูต้าจะมี รสเปรี้ยว ๆ เพราะอยู่ในรูปกรดอะมิโนแอซิคค่ะ

แล็กโทส

แล็กโทส (Lactose) หรือ milk sugar C12H22O11 คือ glucose + galacotse เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่เกิดจาการรวมตัวของกลูโคส กับกาแลกโตส อย่างละ 1 โมเลกุล ไม่พบในพืช พบในน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนมทุกชนิด เราจึงรู้จักในชื่อ น้ำตาลนม และพบในปัสสาวะหญิงมีครรภ์

ผลึกมีลักษณะเป็นผงละเอียดคล้ายทราย ละลายน้ำได้ไม่ดี มีความหวานน้อยมากเมื่อเทียบกับซูโครส เมื่อแตกตัวจะได้กลูโคสและกาแล็กโทสอย่างละ 1 โมเลกุล

น้ำตาลแลกโทสนี้แตกต่างกับ น้ำตาลสองชั้นตัวอื่น คือ จะมีความหวานน้อยกว่า ละลายน้ำได้น้อยกว่า ย่อยได้ช้ากว่าและบูด (ferment) ได้ยากกว่า ซูโครส และมอลโทส

C12H12O11 + H2O ----> C6H12O6+ C6H12O6
แล็กโตส + น้ำ ----> กลูโคส + กาแล็กโตส

น้ำมัน ยูคาลิปตัส

น้ำมัน ยูคาลิปตัส

ต้นยูคาลิปตัสมีในประเทศออสเตรเลีย ชาวออสเตรเลียนำมาใช้แก้อักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สามารถป้องกันไข้หวัด ไซนัส ช่วยขับเสมหะได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมอารมณ์ให้มีจิตใจมั่นคงแน่วแน่ ขจัดความเหงาหงอยเศร้าซึม ป้องกันระงับโรคหอบหืด โรคเกี่ยวกับหลอดลม โรคหวัด และลดอาการเป็นไข้

ในการรักษาผิวพรรณ ยูคาลิปตัส สามารถแก้ปัญหาสิวและสิวเสี้ยน ช่วยขจัดยุงกับแมลงร้ายต่างๆ

สรรพคุณทั่วไป : ช่วยขจัดและยังยั้งแบคทีเรีย ตัวไร ควันบุหรี่ และกลิ่นไม่พึงปรารถนา สร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และเสริมคุณภาพของอากาศให้บริสุทธิ์

บรรเทาอาการ : ช่วยผ่อนคลายความเครียด ทำให้รู้สึกสดชื่นทั้งร่างกายและจิตใจ สมองปลอดโปร่ง มีสมาธิ

สรรพคุณเฉพาะ : ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ป้องกันโรคหอบหืด โรคเกี่ยวกับหลอดลม ลดอาการเป็นไข้ ช่วยขับเสมหะ ทำให้หายใจโล่งสบาย แก้ปัญหาสิว ช่วยไล่ยุงและแมลงต่างๆ

ยูเจนอล

ยูเจนอล (อังกฤษ:Eugenol)(C10H12O2), ทางโครงสร้างเคมีเป็นส่วนโซ่อัลลิล ของกัวอะคอล (guaiacol) หรือ 2-เมตทอกซิ-4-(2-โพรพินิล)ฟีนอล เป็นของเหลวคล้ายน้ำมันสีเหลืองอ่อน สกัดได้จาก เอสเซนเชียล ออยล์ (essential oil)s โดยเฉพาะจาก น้ำมันก้านพลู (clove) และซินนามอน(cinnamon) ละลายได้เล็กน้อยในน้ำ ละลายได้ดีในตัวทำละลาย อินทรีย์ มีกลิ่นคล้ายก้านพลู มีประโยชน์ดังนี้

* ใช้ทำน้ำหอม,
* ใช้แต่งกลิ่น
* ในทางการแพทย์ ยาฆ่าเชื้อ และ ระงับความรู้สึก เฉพาะที่
* ใช้ผลิต ไอโซยูเจนอล (isoeugenol) เพื่อนำไปใช้ผลิต วานิลลิน (vanillin)
* เมื่อผสมกับสังกะสี ออกไซด์ (zinc oxide) ยูเจนอลจะได้ซีเมนต์ที่ใช้ในงานทันตกรรม
* ใช้ผลิต สเตบิไลเซอร์(stabilizers) และ แอนตี้ออกซิแดนต์ (antioxidant)ในงานผลิต พลาสติก และ ยาง

ไพรอกซิแคม

ไพรอกซิแคม (Piroxicam ใน USA มีชื่อทางการว่า Feldene) ป็นยาประเภท เอ็นเซด (nonsteroidal anti-inflammatory drug-NSAID) ใช้บรรเทาอาการ ข้ออักเสบ อาการปวดระดู ตัวร้อน และเป็น ยาบรรเทาปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีการ อักเสบ มันถูกใช้เป็น ยาสัตว์ รักษา เนื้องอก เช่นเนื้องอกที่ กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ และ มะเร็ง ต่อมลูกหมาก

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

เมนทอล

เมนทอล
สารอะไรหนอในยาหม่อง แชมพู แป้งเย็น ยาสีฟัน หรือแม้แต่ลูกอม หมากฝรั่ง ที่ให้ความเย็นซาบซ่าแก่เรา

สารที่ว่าคือ เมนทอล ผลิตจากน้ำมันมินต์ที่สกัดได้จากพืช เช่น สะระแหน่
การให้ความเย็นของ มันเริ่มจากเมนทอลจะเข้าไปจับกับเซลล์ประสาทตัวหนึ่งของเราทำให้เรารู้สึก ว่าเย็น เพราะที่ปลายประสาทจะขยาย มีการดึงแคลเซียมเข้ามา เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับประจุไฟฟ้าในระดับเซลล์ ก่อนส่งกระแสไปยังประสาท

ระดับความเย็นที่เรารู้สึกนั้นจะอยู่ในช่วง 8-28 องศาเซลเซียส

ลักษณะ การออกฤทธิ์ของเมนทอล ไม่ต่างจากสารให้ความเผ็ดที่มีอยู่ในพริกที่ชื่อ แค็ปไซซิน คือกินเข้าไปทำให้เรารู้สึกเผ็ด แสบปากแสบลิ้น และ ถ้าเอาพริกขี้หนูมาถูที่ผิวหนังก็เกิดอาการระคายเคืองแสบร้อนเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน ความต้องการใช้เมนทอลในโลกมีถึงราว 3,000 ตันต่อปี โดยบราซิลเป็นประเทศที่ผลิตและค้าน้ำมันมินต์และเมนทอลรายใหญ่ที่สุดในโลก ตามด้วยญี่ปุ่นและไต้หวัน สำหรับผู้ใช้เมนทอลรายใหญ่ของโลก คือสหรัฐอเมริกา นำเมนทอลเข้าประเทศปีละกว่า 1,200 ตัน